Mazda 3 Minorchange

Mazda 3 Skyactiv ได้เปิดตัวในเมืองไทยวันที่ 18 มีนาคม 2014 นับจากวันนั้นเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้วที่ยังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนแน่นอนว่าถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลง Mazda 3 บ้าง ซึ่งภาพดังกล่าวเรานำมาจากนิตยสารรถยนต์ของญิปุ่นได้เผยรายละเอียดภายนอกของ Mazda 3 Minorchange ที่เปลี่ยนแปลงไม่มากแต่ก็พอสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้จากชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมไฟ Daytime Running Lights จะเพิ่มความหนาของวงเส้น LED มากขึ้น รับกับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ชุดไฟตัดหมอก เปลี่ยนมาเป็นแบบ LED กันชนใหม่มีมิติมากขึ้น เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วเหมือนเดิม กระจกข้างได้รับการเปลี่ยนแปลงโดย ย้ายตำแหน่งของไฟเลี้ยวใหม่ ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรเช่น พวงมาลัยออกแบบใหม่ , ปุ่มควบคุมใหม่ , แผงคอนโซลกลางไล่มาถึงชุดเกียร์ใหม่ , ปุ่มควบคุม MZD Connect ถูกจัดเรียง และดีไซน์ใหม่ , เบรกมือไฟฟ้า , วางแก้วพร้อมฝาแบบเลื่อนเปิด-ปิดได้ และที่ท้าวแขนใหม่ เครื่องยนต์ยังคงเป็นขุมพลัง เครื่องยนต์ เบนซิน 2.0 ลิตร Skyactiv-G เหมือนเดิม เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร 1,998 ซีซี. กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และเพิ่มเติมนิดหน่อยคือ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และความปลอดภัย i-ACTIVSENSE

Mazda-3-Minorchange7897

สำหรับเมืองไทยจะได้เป็นเจ้าของ Mazda 3 Minorchange อย่างแน่นอนภายในปลายปี 2016 นี้

หลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน

capture-20160524-162245

พระเกจิอาจารย์ของจังหวัดชุมพร ในจังหวัดชุมพรนั้นมีพระเกจิอาจารย์ที่เก่งๆ และมีชื่อเสียงมากมายหลายองค์ เท่าที่เรารู้จักกันดีก็ หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบ หลวงพ่อจันทร์ วัดขันเงิน หลวงพ่อมุม วัดนาสัก เป็นต้น พระเกจิอาจารย์แต่ละท่านนี้ล้วนมีความช่ำชองในทางวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน สามารถเสกกรรไกรคีบหมากให้ปีนต้นหมากไปเก็บหมากมาให้ท่านได้ และท่านได้ลงอาคมไว้ที่ท่าน้ำหน้าวัด เมื่อจระเข้ว่ายน้ำผ่านมา จะต้องลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำทุกตัว ส่วนพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งคือหลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน ที่เหรียญของท่านนั้นมองดูแปลกตา คือเป็นรูปพระสงฆ์ที่มีเครา จึงลองค้นหาข้อมูลดู และเห็นว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ก็เลยเป็นหัวข้อเรื่องที่จะคุยกันในวันนี้

หลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน ท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีอภินิหารแปลกกว่าพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆ คือหลวงพ่อรุ่งท่านเป็นพระสงฆ์เพียงรูปเดียวที่สามารถไว้หนวดเคราได้ สาเหตุก็คือหนวดเคราของท่านนั้นไม่สามารถโกนได้ คือโกนไม่เข้านั่นเองครับ แต่สำหรับผมของท่านนั้นสามารถโกนได้ หนวดเคราของท่านนั้นต่อให้มีดโกนที่คมขนาดไหนก็ตามก็โกนไม่เข้า จนชาวบ้านพากันเรียกท่านว่า “หลวงพ่อรุ่งเคราเหล็ก” ตามคุณวิเศษของท่าน

หนวดเคราของหลวงพ่อรุ่งจะแข็งจนมีดโกนโกนไม่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ แต่คิดว่าคุณวิเศษข้อนี้ของท่านคงเกิดขึ้นมาหลังจากที่ท่านได้บวชและบำเพ็ญภาวนาเป็นเวลานานแล้ว ต่อมาเมื่อหนวดเคราของท่านยาวขึ้นมา ก็ไม่สามารถโกนได้ เป็นที่เล่าขานกันไปทั่ว ทางเจ้าคณะจังหวัดชุมพรก็ได้ส่งพระสงฆ์มาทำการสอบสวน และจัดการโกนหนวดเคราของท่านออก แต่พระสงฆ์ที่เจ้าคณะจังหวัดส่งมานั้น โกนหนวดเคราของท่านเท่าไรก็โกนไม่เข้า ทั้งๆ ที่ใบมีดโกนคมกริบ โกนเส้นผมสบายๆ แต่พอมาโกนหนวดเคราของหลวงพ่อรุ่งกลับโกนไม่เข้า พยายามโกนเท่าไรก็โกนไม่เข้าเหมือนกับว่าหนวดเคราของท่านเป็นเหล็กอย่างนั้นแหละ พระสงฆ์ที่มาทำการสอบสวนหลวงพ่อรุ่งจึงกลับไปรายงานเจ้าคณะจังหวัดว่า “โกนไม่เข้า”

เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ เจ้าคณะจังหวัดจึงรายงานเรื่องมายังคณะสงฆ์ผู้ปกครองที่กรุงเทพฯ ฝ่ายคณะสงฆ์ที่กรุงเทพฯ เมื่อทราบรายงานก็ได้ส่งพระสงฆ์เจ้าหน้าที่ ลงไปสอบสวนและพิสูจน์ที่จังหวัดชุมพร คณะสงฆ์ที่ลงไปทำการสอบสวนและพิสูจน์การไว้หนวดเคราของหลวงพ่อรุ่งก็กลับมารายงานหัวหน้าคณะสงฆ์ที่กรุงเทพฯ ว่า “โกนไม่เข้า” เช่นกัน

นี่ก็เป็นเอกลักษณ์และคุณวิเศษของหลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ปกติธรรมดาหลวงพ่อรุ่งท่านจะบำเพ็ญภาวนาไม่ค่อยชอบสุงสิงกับผู้คนมากนัก ในวัดบางแหวนสมัยที่ท่านยังอยู่ จะมีสัตว์ป่าลงมาอาศัยหากินอยู่เสมอ โดยเฉพาะไก่ป่า จะลงมาหากินเศษอาหารที่เหลือจากพระสงฆ์ฉันแล้วตามลานวัดเป็นจำนวนมากทุกวัน แต่หลังจากหลวงพ่อรุ่งมรณภาพแล้ว สัตว์ป่าเหล่านั้นก็ไม่กล้าลงมาอาศัยหากินในบริเวณวัดบางแหวนเหมือนแต่ก่อน

สมัยที่หลวงพ่อรุ่งยังมีชีวิตอยู่ชาวบ้านได้เห็นอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อรุ่งเสมอๆ อย่างที่กุฏิของท่านทำด้วยแฝกมุงด้วยหญ้าคา ปลูกสร้างอยู่กลางป่า วันหนึ่งไฟป่าลุกลามมาไหม้ต้นไม้และหญ้าคารอบๆ กุฏิของท่าน แต่ไฟป่าหาได้ไหม้กุฏิของท่านแม้แต่น้อย เวลาชาวบ้านมาขอตะกรุดจากท่าน ท่านก็จะทำตะกรุดและรวบรวมปลุกเสกพร้อมๆ กันหลายดอก ขณะที่ท่านกำลังบริกรรมปลุกเสกอยู่นั้น ตะกรุดบางดอกจะละลายไปเอง เมื่อปลุกเสกเสร็จแล้ว หลวงพ่อรุ่งท่านบอกว่าตะกรุดดอกที่ละลายนั้นแสดงว่าไม่ขลังนำไปใช้ไม่ได้ผล เข้าใจว่าท่านจะปลุกเสกด้วยเตโชกสิณ ตะกรุดดอกที่ละลายคือไม่อาจต้านทานความร้อนได้ ตะกรุดของหลวงพ่อรุ่งจะส่งผลในทางอยู่ยงคงกระพันชาตรี มหาอุด รวมทั้งป้องกันไฟได้ด้วย เคยมีคนไปพบรูปเหมือนและตะกรุดของท่านตกอยู่ในกองไฟที่ชาวบ้านเขาเผาป่าเพื่อทำไร่ แต่ปรากฏว่ารอบๆ บริเวณนั้นไม่ถูกไฟไหม้

วัตถุมงคลของท่านนั้นส่วนมากจะเป็นตะกรุด ผ้ายันต์เสียเป็นส่วนใหญ่ พระเครื่องของท่านนั้นมีอยู่เพียงรุ่นเดียวคือ รูปเหมือน และเหรียญรูปท่านที่สร้างในปีพ.ศ.2500 โดยสร้างเป็นรูปท่านแต่มีหนวดมีเคราตามที่ผมบอกไว้ตั้งแต่ต้น รูปเหมือนและเหรียญของท่านนั้นค่อนข้างหายากพอสมควร เพราะชาวบ้านที่ครอบครองไว้ต่างก็หวงแหนกันนัก วันนี้ผมก็นำรูปเหรียญของท่านมาให้ชมกันครับ

หลวงพ่อจีด วัดถ้ำเขาพลู

78998650000555

พ่อหลวงจีต ปุญฺญสโร วัดถ้ำเขาพลู อ.ปะทิว จ.ชุมพร เดิมชื่อ นายจีต หมื่นณรงค์ เป็นบุตรของพ่อลิ้น-แม่นุ้ย หมื่นณรงค์ มีพี่น้อง ๓ คนเป็นชายทั้งหมด ท่านเป็นคนสุดท้อง ชาตะ วันพฤหัสบดี เดือน ๙ ปีฉลู พ.ศ.๒๔๑๙ อยู่บ้านนาหงษ์ ตำบลคลองหนาม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่อายุ ๒๑ ปี(พ.ศ.๒๔๔๐) ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดใหม่ท่าข้าม โดยมีท่านเจ้าคุณธรรมมุนีฯเป็นพระอุปัฌชาย์ ท่านแดงเป็นพระกรรมวาจาจารย์และท่านเพ็ชรฯเป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายาว่า ” ปุญฺญสโร ” ได้บวชเรียนศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดอยู่กับพระอาจารย์เส่ง วัดบ่อป่า อ.เมือง จ.สงขลา หลังจากมีความสามารถพอสมควรก็ขออนุญาตอาจารย์ออกธุดงค์ เที่ยวรุกขมูลไปทางนครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ชุมพร ระนอง และกลับมาถึงชุมพร ในปี พ.ศ.๒๔๖๖ จนมาเจอถ้ำเขาพลู ต.ชุมโค อ.ปะทิว พบถ้ำเป็นที่สัปปายะ(สบาย) มีน้ำใช้น้ำฉันอยู่บนถ้ำโดยธรรมชาติตกแต่งไว้บริบูรณ์ ภูมิประเทศน่าอยู่หมู่บ้านไม่ ใกล้ไม่ไกล สะดวกในการโคจรบิณฑบาต ผู้คนไม่พลุกพล่านเงียบสงัด เหมาะสำหรับเป็นที่อยู่ปฏิบัติรักษา พรตพรหมจรรย์(ศีลบริสุทธ์)ท่านจึงอยู่เจริญสมณธรรมที่วัดถ้ำเขาพลู ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๖ ก่อนที่พ่อหลวงจีตจะมาพำนักที่วัดถ้ำเขาพลู ก็พบว่าวัดถ้ำเขาพลูสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ ภายในถ้ำใหญ่มีพระพุทธรูปปั้นแบบมารวิชัยหน้าตักกว้าง ๘๐ ซม. สูง ๑.๒๐ ซม. สันนิษฐานว่ามีอายุ ไม่ต่ำกว่า ๒๒๕ ปี ชาวบ้านเรียกว่า พระหลักเมือง สำหรับพ่อหลวงจีต เป็นพระภิกษุที่ตั้งมั่นเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่งท่าน รักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ตามพุทธบัญญัติที่สงฆ์ต้องปฏิบัติ โดยเคร่งครัดเพื่อมิให้มีความมัวหมอง ในข้อใดๆ ท่านมีจริยวัตรอันงดงาม มีเมตตาจิตและเมตตาธรรมธรรมสูง มีความมัธยัสถ์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่ได้พบเห็น เป็นเนื้อนาบุญที่ดีงาม ไม่เห็นแก่ลาภยศ ไม่หยิบต้องเงินทอง ท่านสั่งสอนลูกหลานและญาติโยมทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีความโอบอ้อมอารี จึงทำให้อำเภอปะทิวเป็นเมือง ที่อยู่อย่างร่มเย็นตลอดมา และเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๒ ท่านอายุได้ ๘๓ ปี ได้เริ่มอาพาธ บอกวันเวลาที่จะดับละสังขาร สั่งลูกศิษย์ให้มาขอขมาวันจันทร์ ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๐๒ และวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๐๒ เวลา ๑๙.๒๕ น. พ่อหลวงจีตก็ละสังขารมรณะภาพลง ท่านมรณะภาพที่สำนักสงฆ์ถ้ำน้ำลอด ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์ที่ท่านสร้างอีกที่หนึ่ง อยู่ใกล้กับวัดถ้ำเขาพลู เป็นเขาลูกเดียวกัน และสำนักสงฆ์แห่งนี้เป็น ที่ตั้งจัดงานศพของท่าน กิจวัตร ๑๐ ประการสำหรับภิกษุที่บวชวัดถ้ำเขาพลูต้องถือปฏิบัติ ของพ่อหลวงจีต ๑. ต้องลงโบสถ์ ๒. บิณฑบาตเลี้ยงชีพ ๓. สวดมนต์ไหว้พระ ๔. กวาดวิหาร ลานพระเจดีย์ ๕. รักษาผ้าครอง(สังฆาฏิ) ๖. อยู่ปริวาสกรรม ๗. โกนหนวด ปลงผม ๘. ศึกษาสิกขาบทหรือนวโกวาทและปฏิบัติพระอาจารย์ ๙. เทศนาบัตร ๑๐. พิจารณาปัจจะเวกทั้ง ๔ (อะตีตะปัจจะเวกขะณะวิธี) วัติปฏิบัติอันน่าเลื่อมใส หลังจากบิณฑบาตกลับถึงวัดจะถ่ายอาหารออกจากบาตรใส่กาละมังไว้ ท่านจะหยิบอาหารแต่ละชนิดในปริมาณน้อยลงรวมในบาตรคลุกเคล้าอาหารทั้งคาวหวาน ไปด้วยกัน หยิบปั้นต้องพอดีคำระหว่างฉันก็ใช้มืออีกข้างรองด้านล่างกันอาหารตกหล่นลง ในบาตร ฉันอาหารมื้อเดียว สิ่งของที่มีเมล็ดงอกไม่ฉัน หมาก บุหรี่ ชา กาแฟ ก็ไม่แตะต้อง สำหรับการสรงน้ำในสมัยโบราณก็สรงน้ำบ่อตักใส่ในกระป๋องหรือโอ่งน้ำ แล้วนุ่งผ้าชุบอาบ ท่านจะไม่ใช้สบู่เพราะเป็นของหอม เวลาแปรงฟัน ได้ใช้ไม้ขี้แรดซึ่งนำมาจากบนเขาทำเป็นด้ามแปรง ส่วนด้านปลายทุบ ให้แตกเป็นเสี้ยนๆแล้งมัดเสี้ยนเหมือนดอกไม้กวาดแล้วใช้เป็นแปรงสำหรับสีฟัน สำหรับช่วงกลางคืนท่านจำวัดคืนละประมาณ ๒-๓ ชม. เท่านั้น เวลานอนจำวัด ท่านจะนอนตะแคงทางด้านซ้ายหรือขวา เมื่อรู้สึกก็พลิกตัวนอนตรงๆ ท่านจะตื่นลุกขึ้นนั่งทันที แล้วกล่าว “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กิงการะณา ฆะเฏสิ อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ” จำนวน ๓ ครั้ง หลังจากนั้นท่านจะสวดมนต์บำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง หลังจากนั้น ท่านจะพักผ่อนหลับไปประมาณ ๑-๒ ชม. ก็จะตื่นและสวดมนต์ภาวนาอีกเป็นกิจวัตรประจำทุกๆคืน ใต้กุฏิท่านจะเป็นน้ำอยู่ตลอดถ้ำ สามารถเดินไปทะลุออกอีกฟากเขาได้แต่ในถ้ำมืดมากไม่มีไฟฟ้า ผมก็สอบถาม พ่อหลวงน้อย ตันติปาโล เจ้าสำนักรูปปัจจุบันท่านก็บอกว่าเมื่อก่อนมีไฟติดให้เพื่อ อำนวยความสะดวก แต่มาตอนหลังต้องถอดออกเพราะมีคนมาทำเสียงดังรบกวนสมาธิ