Toyota Fortuner TRD Sportivo 2016

วันนี้เราจะมาแนะนำรถยนต์ขนาดใหญ่ของค่าย Toyota หลายๆคนคงจะรู้จักด้วยรูปลักษณ์และดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเจ้ารถยนต์รุ่นนี้มีชื่อว่า All-New Toyota Fortuner TRD Sportivo ที่พร้อมหอบความเป็นสปอร์ตมาเต็มคันรถเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณอย่างชัดเจน และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีมากมายที่สามารถสร้างความบันเทิงขณะขับขี่รถยนต์อย่างเต็มที่
ราคา Toyota Fortuner TRD Sportivo 2016
ขับเคลื่อน 2 ล้อ
รุ่น 2.8 TRD 2WD (Black) 1,679,000 บาท
รุ่น 2.8 TRD 2WD (White Pearl) 1,691,000 บาท
รุ่น 2.8 TRD 2WD (White Pearl+Black Top) 1,699,000 บาท

ขับเคลื่อน 4 ล้อ
รุ่น 2.8 TRD 4WD (Black) 1,749,000 บาท
รุ่น 2.8 TRD 4WD (White Pearl) 1,761,000 บาท
รุ่น 2.8 TRD 4WD (White Pearl+Black Top) 1,769,000 บาท

* Black = สีตัวถังภายนอกสีดำ Attitude Black Mica
* White Pearl = สีตัวถังภายนอกสีขาว White Pearl
* White Pearl + Black Top = สีตัวถังภายนอกสีขาว White Pearl
พร้อม wrap สติ๊กเกอร์หลังคาสีดำ Matt Black
capture-20160922-200056

Subaru XV Hybrid tS พร้อมเปิดตัว

98465203797324569528753

รถยนต์ Subaru XV Hybrid tS รุ่นนี้มาในแนว SUV ที่มีการออกแบบให้ทันสมัยตั้งแต่การออกแบบสปอยเลอร์ด้านหน้าและหลังคาพร้อมติดตั้งล้อแบบอลูมิเนียมขอบ 17” ดีไซน์ทันสมัยทั้งคันเน้นให้ดูหรูสง่าดุดันด้วยสีดำเข้มตัดกับสีรถ พิเศษด้วยการผสมคริสตัลสีขาวไข่มุก ,คริสตัลสีดำซิลิก้า และ สีฟ้าตามจุดต่างเพิ่มความทันสมัยเช่นบริเวณกระจังหน้า,ขอบกระจกด้านข้าง,ที่เปิดประตู ตัดกับลายเส้นสีส้มเพื่อให้ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร เครื่องยนต์เป็นเครื่องไฮบริด 2.0 DOHC แรงม้าอยู่ที่ 148 แรงม้า ส่วนการตกแต่งภายเน้นความสะดวกสบายและทันสมัยเช่นเดียวกับภายนอกโดยจะเน้นสี ดำ,ส้ม และ สีเบจซึ่งตอนนี้ได้เปิดจองล่วงหน้าที่ประเทศญี่ปุ่นและอาจจะวางขายจริงในช่วงปลายปีนี้ ราคาอยู่ที่ช่วง 3,226,400 เยน หรือประมาณ 1.74 ล้านบาท

เปิดตัว New Bristol Bullet ราคาแพงเอาเรื่อง แต่สวยมากๆ

4567600004

ค่าย Bristol ซึ่งเป็นค่ายดังในประเทศอังกฤษซึ่งจะผลิตรถยนต์แนวสปอร์ตแต่ความพิเศษอยู่ตรงนี้ค่ายนี้เว้นช่วงการผลิตยนต์ไปกว่า 10 ปีแล้วให้ชื่อรุ่นว่า New Bristol Bullet เครื่องยนต์แบบ V8 และความจุอยู่ที่ 4.8 ลิตร ส่วน แรงม้าสูงถึง 370 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 155mph ภายในระยะเวลา 3.8 วินาที ระบบเกียร์ส่งกำลังถูกออกแบบโดยบริษัท BMW เชื่อว่าพัฒนาในแบบเดียวกับ BMW X5 และระบบเบรกเป็นของค่าย AP ดีไซน์การออกแบบเป็นแนวสปอร์ตวินเทจเปิดประทุนสองที่นั่ง ภายใต้โครงสร้างที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ และ อลูมิเนียม ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง1,100 Kg และคาดว่าจะผลิตเพียง 70 คันเท่านั้น ซึ่งราคาเบื้องต้นจะอยู่ราวๆ £250,000 หรือประมาณ 11.4 ล้านบาท

ISUZU จับมือกับ Mazda ผลิตกระบะ

7108
วันที่ 11 กรกฏาคม 2559 ที่ผ่านมาทาง ISUZU ประเทศญิปุ่นได้ร่างสัญญาเพื่อร่วมเป็นพันธมิตรกับระหว่างค่ายรถยนต์ร่วมสัญชาติอย่าง Mazda เพื่อผลิตรถกระบะในอนาคต การจับมือกันระหว่าง ISUZU และ Mazda เป็นสัญญาพันธมิตรเพื่อที่ค่ายอิซูซุจะผลิตรถกระบะให้กับมาสด้าเป็นระยะเวลา 10 ปีซึ่งทางมาสด้าจะวางจำหน่ายทั่วโลกยกเว้นตลาดอเมริกาเหนือ Mazda จะได้ผลประโยชน์และยังเป็นการลดต้นทุนการวิจัยเพื่อผลิตรถกระบะซึ่งมีทุนวิจัยมหาศาลมากเลยและยังเพิ่มโอกาศทางธุรกิจ รวมถึงช่วยเพิ่มยอดผลิตให้กับทาง ISUZU อีกทางซึ่งปัจจุบันทั้งคู่อยู่ในการเจรจราถึงรายละเอียดดังกล่าว แต่แน่ๆคือรถกระบะมาสด้าในอนาคตของค่าย Mazda จะมีเอกลักษณ์ค่าย ISUZU แน่นอน

แนะนำข่าวโดย ออโต้มอเตอร์เจ็ดแปดเก้า

เพราะกิเลสชอบซุกหมักหมมอยู่ในใจของคน

599678456574

กิเลส แปลว่า สิ่งเกาะติด สิ่งเปรอะเปื้อน สิ่งสกปรก

กิเลส คือ สิ่งที่แฝงติดอยู่ในใจแล้วทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัว มีอุปมาเหมือนสีที่ใส่ลงไปในน้ำทำให้น้ำมีสีเหมือนสีที่ใส่ลงไป ใจก็เช่นกัน ปกติก็ใสสะอาด แต่กลายเป็นใจดำ ใจง่าย ใจร้ายก็เพราะมีกิเลสเข้าไปอิงอาศัยผสมปนเปอยู่

กิเลสที่ชอบซุกหมักหมมอยู่ในใจคนมากที่สุด คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เพราะกิเลสชอบซุกหมักหมมอยู่ในใจของคน จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กิเลสาสวะ หรือ อาสวกิเลส แปลว่า กิเลสที่หมักดองอยู่ในจิต

ประเภทของกิเลส

อโนตตัปปะ ความไม่รู้สึกตื่นกลัวต่อการทุจริต
โทสะ ความโมโห โกรธ ความไม่พอใจ
โมหะ ความหลงใหล ความโง่

อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา
ทิฏฐิ ความเห็นผิดเป็นชอบ
วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลงใจ สงสัย ไม่แน่ใจ ลังเลใจ ในสิ่งที่ควรเชื่อ

โลภะ ความพอใจ ชอบพอ เต็มใจ ในโลกียอารมณ์ต่าง ๆ
ถีนะ ความหดหู่ เงียบเหงา

อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการกระทำผิด ทุจริต
มานะ ความ ทะนงตน ถือตัว เย่อหยิ่ง

อุปกิเลส (อ่านว่า อุปะกิเหลด) แปลว่า ธรรมชาติที่เข้าไปทำให้ใจเศร้าหมอง เครื่องทำให้ใจเศร้าหมอง

หมายถึง สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวไม่แจ่มใส ทำให้ใจหม่นไหม้ ทำให้ใจเสื่อมทราม กล่าวโดยรวมก็คือสิ่งที่ทำให้ใจสกปรก ไม่สะอาดบริสุทธิ์นั่นเอง

อุปกิเลส ท่านแสดงไว้ ๑๖ ประการคือ

ความเพ่งเล็งอยากได้ไม่เลือกที่
ความพยาบาท
ความโกรธ
ความผูกเจ็บใจ

ความลบหลู่บุญคุณ
ความตีเสมอ
ความริษยา
ความตระหนี่

ความเจ้าเล่ห์
ความโอ้อวด
ความหัวดื้อถือรั้น
ความแข่งดี

ความถือตัว
ความดูหมิ่น
ความมัวเมา
ความประมาทเลินเล่อ

อุปกิเลส ทั้ง ๑๖ ประการนี้ แม้ประการใดประการหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นในใจแล้ว ก็จะทำให้ใจสกปรกไม่ผ่องใสทันที และจะส่งผลให้เจ้าของใจหมดความสุขกายสบายใจ เกิดความเร่าร้อน หรือเกิดความฮึกเหิมทะนงตัว เต้นไปตามจังหวะที่อุปกิเลสนั้นๆ บงการให้เป็นไป

แล้วจะหาความสุขสงบใจได้อย่างไร…

ทุกข์ประจำสัตว์และบุคคล

1567641111998

การฝึกหัดอบรมตัวเองควรจะใช้ความสังเกตสอดรู้นิสัยของตัว เพราะคนเรานิสัยไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับเหล็กซึ่งมีหลายประเภท แต่จะยกมาเทียบเพียง ๔ ประเภท พอเข้ารูปกัน คือ ประเภทที่หนึ่งเป็นเหล็กกล้าและเหนียว คุณภาพก็ดีเยี่ยม ประเภทที่สองเนื้อเหล็กและคุณภาพลดกันลงมาบ้าง แต่อยู่ในเกณฑ์ดี ประเภทที่สาม เนื้อเหล็กอ่อนคุณภาพไม่สู้จะดี แต่ยังอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ ประเภทที่สี่เป็นเหล็กที่เลวมาก ทั้งคุณภาพไม่ดีเลย เพียงสักแต่ว่าเหล็กเท่านั้น ไม่ค่อยมีใครสนใจนำไปทำประโยชน์

นายช่างก็มี ๔ ประเภท คือนายช่างที่หนึ่ง มีความฉลาดและชำนาญ ทั้งรู้เนื้อเหล็กทุกประเภทได้อย่างดีเยี่ยมด้วย นายช่างที่สองมีความฉลาดและชำนาญรองกันลงมา แต่อยู่ในเกณฑ์ดีมีความสามารถพอสมควร นายช่างที่สาม พอทำได้แต่ไม่ค่อยมีความฉลาดและชำนาญ ทำเหล็กทีได้ทีเสีย เอาแน่ไม่ค่อยได้ และนายช่างที่สี่ไม่เป็นท่าอะไรเลย ไว้วางใจไม่ได้ ขาดความเชื่อถือจากนายช่างทั่ว ๆ ไป ไม่ค่อยมีคนมาว่าจ้างให้ทำ เพราะกลัวจะทำเหล็กเขาให้เสื่อมคุณภาพและเสียไป

เหล็กประเภทที่หนึ่ง ทั้งนายช่างก็เป็นประเภทที่หนึ่ง มีความฉลาดและชำนาญในเนื้อเหล็กทุกประเภทด้วย ย่อมสามารถทำเหล็กทั้งสามประเภทให้เป็นเครื่องใช้ชนิดต่าง ๆ ได้ดีมาก ทั้งคุณภาพก็สูงเยี่ยม และยังสามารถเสริมคุณภาพจากฐานะเดิมของเหล็กประเภทต่าง ๆ ให้ดีขึ้นได้ด้วย

นายช่างประเภทที่สอง มีความฉลาดพอสมควร และมีความสามารถทำเหล็กสามประเภทให้ทรงคุณภาพเดิมไว้ได้ และใช้ประโยชน์ได้ดีพอสมควร แต่ไม่สามารถเสริมคุณภาพของเหล็กทุกประเภทให้ดีขึ้นจากฐานะเดิมเท่านั้น

นายช่างประเภทที่สาม ไม่อาจทำเหล็กสามประเภทให้ทรงคุณภาพตามฐานะเดิมของตนไว้ได้ ทั้งอาจทำเหล็กสามประเภทให้เสื่อมคุณภาพลงได้ด้วย

ส่วนนายช่างประเภทที่สี่นั้น รู้สึกจะไม่เป็นที่เชื่อถือของนายจ้างทั่ว ๆ ไป แม้มีผู้นำเหล็กมีประเภทต่าง ๆ มาว่าจ้างให้ทำเครื่องใช้ชนิดต่าง ๆ แทนที่จะได้ค่าจ้างแรงงานจากเจ้าของเหล็กผู้มาว่าจ้างให้ทำ แต่กลับทำเหล็กประเภทที่หนึ่งและที่สองของเขาให้ลดคุณภาพลงมากเกือบจะใช้การอะไรไม่ได้ และทำเหล็กประเภทที่สามของเขาให้เสียไปเลย จำต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เขา จนตัวเองเสียหายป่นปี้ไปหมด

บุคคลก็มี ๔ ประเภทดังท่านกล่าวไว้ อุคฆฏิตัญญู รู้ธรรมได้อย่างรวดเร็วทันใจหมาย วิปจิตัญญู รู้ธรรมได้รองลำดับกันลงมา เนยยะ พอแนะนำสั่งสอนได้ เสมอท่านเสมอเรา และ ปทปรมะ บุคคลประเภทที่หนามาก จนไม่เชื่อว่าบาปมี บุญมี หรือสูญไปเลย แม้เขาจะหาบหามสิ่งเหล่านี้อยู่บนบ่าก็ไม่รู้ว่าดี ชั่ว บุญ บาปเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นบุคคลประเภทที่หมดหวังเพราะช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าเป็นคนไข้ก็เรียกว่า ทั้งหมอทั้งญาติหมดหวัง ไม่มีทางฟื้นต่อไปได้ นอกจากจะเตรียมกุสลามาติกาไปตามระเบียบและธรรมเนียมของคณะญาติที่นับถือพุทธเท่านั้น แต่จะได้บุญหรือไม่นั้นไม่รับรอง เพราะเป็นบุคคลที่สิ้นหวังมาแต่ปทปรมะอยู่แล้ว ผู้ให้บุญก็ไม่อาจทราบว่าเขาจะต้องการอะไรหรือไม่ แต่ขัดคำนิมนต์ไม่ได้จำต้องไปตามคำเชื้อเชิญ เพราะพระกับญาติโยมเป็นเรื่องแยกจากกันไม่ออกตั้งแต่ไหนแต่ไรมา และเผื่อท่านผู้หวังบุญจะได้รับประโยชน์จากกุสลามาติกาเท่าที่ควร

อาจารย์ผู้ให้ธรรมก็มี ๔ ประเภท ประเภทที่หนึ่ง ขอน้อมเกล้าทูลพระพุทธเจ้าของเรา ประเภทที่สอง ขอน้อมถวายพระสาวกอรหันต์ท่าน ประเภทที่สาม ยกถวายครูอาจารย์ผู้อาวุโสด้วยอายุพรรษา และคุณวุฒิที่ท่านได้เล่าเรียนและปฏิบัติมาก่อน ส่วนประเภทที่สี่นี้ยกให้พวกเราที่ปฏิบัติและรู้ธรรมพองู ๆ ปลา ๆ และสอนกันไปแบบงู ๆ ปลา ๆ ตามธรรมเนียมที่เขาเสกสรรว่า “เป็นอาจารย์” ถ้าไม่ตอบก็มีคนมาถาม ถ้าไม่สอนก็มีคนมาเรียนด้วย จึงรู้สึกลำบากที่เป็นอาจารย์ตามคำเสกสรร เพราะไม่ใช่อาจารย์ที่ทรงคุณธรรมภายในใจและควรแก่การสั่งสอนอบรมผู้ใคร่ต่อความดีที่มาศึกษาด้วย

อาจารย์มี ๔ ประเภท และบุคคลมี ๔ ประเภท ในครั้งพุทธกาลพวกเราก็พอจะทราบได้ว่า คนดี คนชั่ว คนโง่ คนฉลาดมีสับปนกันอยู่ แม้สมัยปัจจุบัน เมื่อยกเว้นอาจารย์ประเภทหนึ่งแล้วก็คงจะมีบุคคลประเภทดังกล่าวนี้ปะปนกันอยู่ ดังนั้นอาจารย์สามประเภทดังกล่าวจึงอาจมีสับสนปนกันมาตามลำดับกาล

คำว่า อาจารย์ยังแยกออกเป็นสองแผนก คือ อาจารย์ผู้คอยสังเกตสอดรู้จริตนิสัยและความประพฤติผิด ถูก ชั่ว ดีของตน ว่าควรจะฝึกฝนดัดแปลงตนอย่างไร ด้วยวิธีใดบ้าง จึงจะเหมาะสมและได้รับประโยชน์เป็นขั้น ๆ ไป ที่เรียกว่าอาจารย์ภายในหนึ่ง

อาจารย์ผู้ให้การอบรมสั่งสอนแก่ผู้มาศึกษาอบรมด้วย ว่าจะควรสังเกตรอบรู้จริตนิสัยและความประพฤติของผู้มารับการศึกษาอบรมอย่างไรบ้าง และจะควรให้อุบายสั่งสอนอย่างไรจึงจะเหมาะ และเป็นประโยชน์แก่ผู้มาศึกษาตามขั้นภูมิแห่งความรู้และจริตนิสัย ที่เรียกว่าอาจารย์ภายนอกหนึ่ง

อาจารย์ทั้งสองนี้เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย สำหรับผู้จะหวังพึ่งตนเอง และผู้ยังไม่สามารถจำต้องอาศัยอาจารย์ผู้แนะแนวทางให้ เฉพาะผู้หวังพึ่งตนอันเป็นหลักประกันสำคัญ ต้องพยายามสอดรู้ความประพฤติและจริตนิสัยของตนอยู่เสมอ ว่าจะควรปฏิบัติต่อตนอย่างไรแค่ไหน จึงจะพอเหมาะแก่นิสัยและกำลังของตัว ผลที่เกิดจากการสังเกตตัวเอง ถ้ารู้ว่าเรามีนิสัยหยาบละเอียดแค่ไหน จากนั้นก็พยายามดัดแปลงตัวเองไปตามนิสัยที่ตนเห็นว่าหยาบหรือละเอียด ถ้านิสัยเราหยาบ การบำเพ็ญเพียรพอประมาณไม่เห็นผลปรากฏ จำต้องเร่งข้อวัตรปฏิบัติและความพากเพียรภายในใจเข้าให้มากกว่าปกติธรรมดา เช่นเดียวกับนายช่างตีเหล็ก ถ้าเหล็กยังอยู่ในขั้นหยาบซึ่งควรจะตีให้หนักมือ เขาต้องลงกำลังแรง เมื่อเหล็กละเอียดลงไป ซึ่งควรจะถึงจุดที่หมายแล้ว เขาก็เบามือลง เมื่อถึงจุดที่หมายแล้วเขาก็หยุด จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเครื่องมือใหม่ให้พอเหมาะสมกันกับเหล็กซึ่งต้องการความละเอียด ค่อยขัดสีอย่างระมัดระวังจนถึงจุดที่ต้องการ แล้วเขาก็หยุดทันที

การสังเกตนิสัยของตัวก็ต้องทำเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้าจิตยังอยู่ในขั้นหยาบมาก จำต้องทรมานกันให้หนักบ้าง แม้จะทนลำบากก็ต้องฝืนและอดทนจนจิตหายพยศ เพราะนิสัยต่างกัน คือผู้มีนิสัยหยาบ กลาง และละเอียด แม้ในคน ๆ เดียวก็ยังมีหยาบ กลาง และละเอียดตามสมัยกาล การฝึกอบรมจึงจะทำแบบเดียวไม่ได้ จำต้องเปลี่ยนแปลงไปตามจิตที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นระยะ ๆ เช่น จิตประเภทละเอียดอยู่บ้างแล้ว พอได้รับการอบรมจากครูอาจารย์ แล้วนำไปปฏิบัติก็ปรากฏผลได้เร็ว จิตประเภทที่สองต้องทำครั้งแล้วครั้งเล่าจนพอแก่กำลังจะเป็นความสงบได้ก็ปรากฏผลขึ้นมา

ส่วนจิตประเภทที่สามไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราวอะไรเลยในขั้นเริ่มแรก ทั้งไม่ทราบว่าจิตของตนเป็นอย่างไร แม้นั่งภาวนา จิตไม่เคยมีความสงบเยือกเย็นเลย นั่งเพียงสองสามนาทีก็บ่นว่าจะตายแล้ว ถึงกับร้องหาพ่อหาแม่ จะพานั่งภาวนาคราวไรคล้ายกับจะถูกนำเข้าตะแลงแกง เหมือนเขาจะนำสัตว์ไปสู่ที่ฆ่า ทั้ง ๆ ที่ก็ทราบอยู่ว่าเราไม่ใช่สัตว์ประเภทที่จะถูกนำไปเพื่อขึ้นเขียงฆ่า แต่เราเข้าสู่ห้องเพื่อทำความสะอาดแก่จิตด้วยเครื่องซักฟอก คือธรรมอันเป็นธรรมชาติสะอาดยิ่งเท่านั้น เพราะจิตนี้สกปรกมาก จึงทำความทุกข์ให้แก่ตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเวลาอด เวลาอิ่ม เวลามั่งมี และเวลายากจน มันทำทุกข์ให้เราได้ทั้งนั้น จึงควรจะทำความสะอาดให้จิตเพื่อจะได้มีความสุขบ้างพอสมควร หากได้ไม่มาก

แต่มันฝืนเอาเสียจริง ๆ ไม่อยากหันมองวัด มองห้องทำภาวนา มองทางเดินจงกรม ไม่อยากหันหน้ามองหนังสือธรรม ไม่อยากฟังคำว่าภาวนาเสียเลย ถ้าถูกบังคับเข้าจริง ๆ ทนไม่ไหว ก็ทำบ้างเพียงห้านาทีสิบนาที คอยแต่จะเผ่นออกท่าเดียว จากนั้นก็ตั้งกฎเกณฑ์บังคับบัญชาให้ธรรมแสดงผล ถ้าไม่ได้อย่างใจหวังก็จะหยุดเดี๋ยวนี้ การทำเช่นนี้ไม่ใช่เราเข้าที่ภาวนาเพื่อความสงบเย็นใจ แต่กลายเป็นการเข้าที่ทำความกังวลใส่ตัวเอง เพราะไม่ถูกต้องตามหลักการบำเพ็ญของผู้มุ่งหน้าต่อความสุขทางใจ ซึ่งเป็นคำรับรองจากนิยยานิกธรรมที่ถูกต้อง

พยายามปรับปรุงตัวเองเข้าสู่หลักธรรม ซึ่งจะนำความสุขมาให้ตามควรแก่กำลังของตนที่บำเพ็ญได้ ต้องตั้งกฎกติกาและตั้งความเพียรบังคับตัวเองเข้าสู่ธรรม บกพร่องตรงไหนรีบปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องนั้นให้ดี วันนี้ทำความเพียรได้เท่านั้นชั่วโมง ผลที่ได้รับเป็นอย่างไร และขณะที่ทำความเพียร จิตได้เล็ดลอดออกไปสู่อารมณ์ที่ไหนบ้างหรือไม่ เพราะการส่งจิตออกไปตามอำเภอใจนั้น ไม่ใช่หลักของการภาวนา แม้จะส่งจิตออกไปข้างนอกก็เพื่อรู้เหตุผลตามหลักของการภาวนา จะส่งจิตเข้ามาภายในกายในใจก็เพื่อรู้เหตุผลของสิ่งนั้น ๆ ตามหลักของการภาวนา ซึ่งมีอยู่ทั้งภายนอกภายใน นี่คือหลักของการภาวนาที่ถูกต้อง

เมื่อเราทำถูกตามวิธีนี้ เวลาทำได้สักกี่นาที กี่ชั่วโมง ผลปรากฏอย่างไรบ้าง ถ้ายังไม่ปรากฏต้องเพิ่มเวลาเข้าอีก เหมือนหมอเพิ่มยาแก้โรคให้แก่คนไข้ฉะนั้น ต้องเพิ่มเวลาและความเพียรเข้าไปโดยลำดับ จนกว่าจะเห็นผลปรากฏจากการภาวนาว่าได้ปรากฏผลเช่นนั้น ๆ อนึ่ง ผลที่ปรากฏนั้นจะไม่ต้องศึกษาไต่ถามใคร จะเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดขึ้นกับจิตของผู้ภาวนาโดยถูกต้อง ความเพียรที่เคยตะเกียกตะกายแบบล้มลุกคลุกคลานมาแต่ก่อน จะตั้งตนขึ้นมาทันที เพราะอำนาจศรัทธาความเชื่อมั่นต่อผลที่เคยประจักษ์ใจเป็นเครื่องสนับสนุน กำลังทุกด้านซึ่งเป็นเครื่องส่งเสริมความเพียรจะเป็นมาพร้อมกัน เวล่ำเวลาที่เคยกดขี่บังคับเรามาแต่ก่อน เลยไม่เป็นปัญหาสำคัญ เพราะความมุ่งในธรรมเบื้องสูงขึ้นไปมีกำลังมากกว่า

หลักของการภาวนาที่จะเห็นผลประจักษ์ต้องทำอย่างนี้ เพราะเราทุกคนไม่เคยจารึกการสร้างวาสนาบารมีมาแต่ก่อน ๆ ไว้แม้แต่รายเดียว ใครจะสร้างไว้มากน้อย ย่อมไม่มีโอกาสทราบได้ เพราะสิ่งปิดบังมีอยู่ภายในใจ จำต้องอาศัยการอบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อเป็นการเพิ่มวาสนาบารมีขึ้นให้มาก ด้วยการกระทำความดี สิ่งที่ปิดบังวาสนาบารมีก็จะค่อยหายจางไปเป็นลำดับ แล้วก็จะทราบชัดว่าเรานี้แลเป็นผู้สร้างวาสนาบารมีมาเอง

การสังเกตนิสัยของตัวกับความเพียรให้เหมาะสมกันเป็นเรื่องสำคัญมาก โปรดอย่ามองข้ามไป ถ้าสักว่าทำไปเท่านั้นก็ยากที่จะรู้เห็นเหตุผล ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการกระทำเพียงลอย ๆ ทุกสิ่งถ้าทำเพียงลอย ๆ ไม่ว่าทางโลกและทางธรรม ไม่ค่อยจะปรากฏผลที่พึงพอใจ ดังนั้นจึงควรสังเกตนิสัยเพื่อรู้ความหนักเบา ถ้าเป็นนิสัยหยาบตามวาระของจิตซึ่งควรจะเข้มแข็งให้หนักมือในทางความเพียร จึงจะปรากฏผลขึ้นมา เราก็ควรทำอย่างนั้น เหมือนเขาทำนา เพราะนาบางแปลงทำยาก แต่นาบางแปลงทำง่าย

นาของเราเป็นนาที่ทำยาก จะทำอย่างง่ายดายเหมือนนาที่เขาทำง่ายนั้นไม่ได้ แต่เพราะนาแปลงนี้เป็นนาของเรา แม้จะทำยากแสนยากเราก็ต้องทำ ง่ายเราก็ต้องทำ จะไปทำนาคนอื่นไม่ได้ ผิดคติธรรมดาความนิยมของโลก นาของเขาจะง่ายหรือยาก เขาก็ต้องทำนาของเขาเช่นเดียวกับเรา นิสัยนี้เป็นนิสัยของเรา จะหยาบหรือละเอียดก็มิใช่ผู้อื่นใดมาสร้างนิสัยประเภทนี้ให้เรา เราเป็นผู้สร้างมาเอง เราต้องเป็นผู้บึกบึน แก้นิสัยของตัวเองจากนิสัยหยาบขึ้นสู่ความละเอียด ต่อไปก็จะกลายเป็นของง่ายขึ้นมา รายที่บำเพ็ญปรากฏผลได้ง่ายก็มีหน้าที่จะเร่งความเพียร เพื่อปรากฏผลขึ้นไปโดยรวดเร็วเช่นเดียวกัน จนถึงจุดหมายที่ต้องการ จะประมาทนอนใจ โดยถือว่าตนทำง่ายย่อมไม่ควรเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ครั้งพุทธกาล การบำเพ็ญเพียรของโยคาวจรจึงมีลักษณะต่าง ๆ กันในประโยคความเพียร บางท่านก็ง่าย บางท่านก็ยาก เช่นเดียวกับสมัยทุกวันนี้ แต่จะยากหรือง่ายก็เป็นหน้าที่ของตนจะต้องทำ เพราะเป็นงานของตนโดยเฉพาะ จะรอเวล่ำเวลาหรือให้คนอื่นทำแทนหรือช่วยทำไม่ได้ ไม่เหมือนปลูกบ้านปลูกเรือนหรือธุระอย่างอื่น ๆ แม้ครูอาจารย์ก็เป็นแต่ผู้แนะแนวทางให้เท่านั้น ส่วนการประกอบนั้นเป็นหน้าที่ของเราโดยเฉพาะ ท่านแนะวิธีให้แล้วโดยถูกต้องไม่มีข้อสงสัยส่วนใหญ่ แต่ธรรมบางแขนง วิธีประกอบก็ต้องเป็นอุบายความแยบคายของเราเอง ถ้าจะรอรับอุบายจากท่านทุกแง่ทุกกระทงย่อมไม่ทันกับเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นภายในใจที่มีความเพียรเป็นไปอยู่ เราต้องพยายามคิดค้นหาอุบายโดยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ทันกับใจที่มีแง่งอนมากมาย ไม่เช่นนั้นไม่ทันกัน

งานไหนก็ไม่ยากลำบากเท่างานเพื่อข้ามกองทุกข์ที่มีอยู่ในขันธ์และในจิต งานนี้เป็นงานอันยิ่งใหญ่ต้องทุ่มเทกำลังลงไปด้วยความเพียรอย่างหนัก คล้ายกับว่าจะเป็นจะตายเท่ากัน เพราะผลก็ยิ่งใหญ่เท่าเทียมกัน เมื่อเข้าถึงแล้ว ผู้ต้องการกำไรมากมายจำต้องลงทุนมาก ผู้ต้องการกำไรเพียงเล็กน้อย การลงทุนก็ไม่เท่าไร ผู้ต้องการข้ามไปเสียทีเดียวก็ควรเร่งความเพียรแบบลูกศิษย์พระตถาคต เพราะไม่มีอะไรที่น่าสงสัยแล้วในโลกนี้ ไม่ว่าโลกนอกโลกใน ไม่ว่าทุกข์นอกทุกข์ใน มันเป็นเรื่องบีบคั้นทั้งท่านและเราเสมอกันทั่วจักรวาล จึงไม่ควรสงสัยในเรื่องของทุกข์ที่ผ่านมาแล้วก็ดี ที่กำลังเป็นไปอยู่ ณ บัดนี้ก็ดี ที่จะเป็นไปในอนาคตแห่งขันธ์ที่มีอยู่นี้ก็ดี ที่จะเป็นไปในอนาคตแห่งขันธ์ในภพหน้าชาติหน้าก็ดี มันเป็นเรื่องภพ เรื่องชาติ เรื่องธาตุ เรื่องขันธ์อันเดียวกัน

เรื่องของทุกข์จึงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ ต้องเป็นทุกข์ชนิดเดียวกัน เช่นเดียวกับไฟซึ่งเป็นของร้อน ไม่ว่าไฟเตาไหน ไม่ว่าไฟในบ้าน นอกบ้าน ไม่ว่าไฟในเตาหรือนอกเตา จี้เข้าไปต้องร้อนเหมือนกันหมดทั้งคนและสัตว์ ขั้นชื่อว่าทุกข์แล้วไม่ว่าจะมาจากข้างนอกหรือจะเกิดขึ้นข้างใน จะเกิดจากกายหรือจะเกิดจากใจ มันเป็นเรื่องบีบคั้นให้ได้รับความทุกข์ความทรมานจนทรงตัวอยู่ไม่ได้เสมอกันหมด จึงควรเรียนเรื่องทุกข์ให้จบ ถ้าเรียนไม่จบเรื่องความสุขก็ชื่อว่ายังเรียนไม่จบเช่นเดียวกัน เพราะเป็นเรื่องสมมุติเหมือนกัน สุขกับทุกข์จะคอยเจือปนเคลือบแฝงกันไปอยู่ทำนองนี้ ให้ได้รับความตื่นเต้นและอับเฉาไปตลอดกาล

ขันธ์อดีตที่มาแล้วก็ดี ขันธ์อนาคตที่ยังมาไม่ถึงก็ดี ขันธ์ปัจจุบันที่ปรากฏอยู่กับเราก็ดี ท่านว่า ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ทั้งห้าเป็นภาระอันหนักเหมือนกัน ไม่มีขันธ์ในกาลใดจะผิดแปลกแตกต่างกัน การใช้ปัญญาพิจารณาสงเคราะห์ลงในปัจจุบันแห่งเดียวเท่านั้น ก็เป็นอันว่ารู้ทั่วไปทั้งอดีตอนาคต ไม่ปรากฏจะเป็นที่สงสัยในขันธ์ประเภทใด ใจจะทนถือมั่นอยู่ไม่ได้ ย่อมปล่อยวางไปตามหลักความจริงของปัญญาที่รู้เห็นชัดเจนแล้ว เมื่อเรียนทุกข์ภายในขันธ์จบ ทุกข์ภายในใจก็ทนปัญญาไปไม่ได้ เพราะเป็นสัจจะประเภทเดียวกัน

เชื้อของทุกข์มีอยู่ที่จุดใด ปัญญาจะค่อยสอดส่องมองรู้เข้าไปที่จุดนั้น เมื่อพร้อมกันแล้วก็ทำลายกันลงในที่นั้นเอง จะพ้นวิสัยของปัญญาไปไม่ได้ เมื่อเรียนทุกข์ในขันธ์จบ และทุกข์ในใจจบ สิ่งที่จะมาก่อเหตุเป็นต้นทุกข์ จนกลายขึ้นมาเป็นธาตุเป็นขันธ์ก็หมดทางที่จะเกิด ทั้งสุข ทั้งทุกข์อันอยู่ในวิสัยของสมมุติด้วยกัน ก็เป็นอันว่าเรียนจบโดยตลอดสิ้นเชิง ส่วนบรมสุขซึ่งนอกเขตสมมุตินั้นเป็นวิสัยของผู้ทำใจให้บริสุทธิ์ บรรลุถึง สอุปาทิเสสนิพพานแล้ว จะตกลงกันเองโดยไม่มีอะไรไปยุ่งเกี่ยว

ฉะนั้น คำว่า พระนิพพาน สำหรับท่านผู้กำลังปฏิบัติต่อหลักธรรมอันแท้จริง จึงไม่ควรคาดหมายไปจากขันธ์และจิตซึ่งมีอยู่กับตัวเรา เพราะสัจธรรมอยู่ที่ไหนความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงก็จะปรากฏขึ้นมาจากที่นั่น การพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายไม่ว่าข้างนอกข้างใน เป็นอุบายวิธีจะถอดถอนจิตที่มีความเกี่ยวข้องกังวลกับสิ่งเหล่านั้น ให้กลับย้อนเข้ามาเป็นลำดับ เพื่อภาระของจิตจะได้มีวงแคบเข้ามา ความกังวลก็มีน้อย เรื่องทุกข์ก็มีน้อย จนทราบได้ชัดว่า ทุกข์ทั้งมวลมันมีอยู่ในขันธ์และในจิตนี้เท่านั้น นอกจากนี้ก็เป็นดินฟ้าอากาศ แม้จะกว้างแสนกว้าง มีมากแสนมากก็เป็นเพียงธรรมชาติของเขา หากมีและเคยเป็นอยู่อย่างนั้นตามธรรมดาของตน ๆ ไม่ได้มากดขี่บังคับเราให้ได้รับความชอกช้ำเดือดร้อนเหมือนกับเรื่องของตัว ที่ทำความกระทบกระเทือนตนอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้

การบำเพ็ญพิจารณา เราก็มิได้ไปเช่าสถานที่บ้านเรือนของใครเพื่อทำงานประเภทนี้ ร่างกายจิตใจซึ่งเป็นที่ทำงานและเครื่องทำงานก็ไม่ต้องไปหามาจากไหน สติปัญญาก็มีอยู่กับเราผู้เป็นนักค้นคว้า มีอยู่พร้อมมูลในสถานที่แห่งเดียว มีอยู่อย่างเดียวว่า เราจะพิจารณาให้ถึงรากฐานแห่งความจริงที่มีอยู่กับเราหรือไม่เท่านั้น ถ้าพิจารณาให้รู้เรื่องของสัจธรรมซึ่งมีบริบูรณ์อยู่ในกายในใจของเราอย่างเต็มที่แล้ว ความสิ้นสุดแห่งทุกข์ที่เคยบีบคั้นจิตใจเรามาเป็นเวลานาน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่บรรจุตำแหน่งความบริสุทธิ์ เพราะพระนิพพานไม่ใช่สถานที่ทำงานแผนกต่าง ๆ พอจะเต็มไม่มีบรรจุเนื่องจากคนสอบได้มาก

โปรดเรียนและสอบตัวเองไปด้วยข้อปฏิบัติ กำจัดสิ่งเคยเป็นข้าศึกของใจออกให้หมด จนปรากฏเป็นผู้บริสุทธิ์ขึ้นมา จะบริสุทธิ์เป็นจำนวนแสน ๆ ล้าน ๆ คนก็ไม่จนสถานที่บรรจุ เพราะพระนิพพานไม่มีขอบเขตจำกัดเหมือนงานแผนกต่าง ๆ เนื่องจากพระนิพพานไม่ใช่สมมุติ

ความยืดเยื้อแห่งภพแห่งชาตินั้น ถ้าเป็นสิ่งที่นับได้ อ่านได้ และได้จดบันทึกไว้เหมือนบันทึกสิ่งต่าง ๆ แล้ว ไม่มีกองวัตถุใด ๆ จะใหญ่โตและสูงยิ่งกว่ากองบัญชีแห่งการเกิดตายของสัตว์แต่ละราย ๆ เกิดภพนี้ ก็จดไว้ในภพนี้ มีทุกข์ปรากฏขึ้นขณะใดบ้างจดไว้ วันนี้ทุกข์เกิดมากน้อยเท่าไรจดไว้ วันหน้าทุกข์เกิดเท่าไรจดไว้ เดือนหน้าทุกข์เกิดเท่าไรจดไว้ ปีหน้าทุกข์เกิดเท่าไรจดไว้ จดไว้ทุก ๆ ระยะที่ทุกข์ปรากฏขึ้น ไม่ว่าทุกข์จะเกิดขึ้นทางกายหรือทางใจจดไว้หมด จนรวมหมดทั้งชาติมีทุกข์ประมาณเท่าไรแล้ว อีกภพชาติหนึ่ง ๆ ที่ติดต่อกันมาเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบันวันนี้ มีกี่ภพกี่ชาติ แต่ละภพ แต่ละชาติ มีกี่วัน กี่เดือน กี่ปีของชีวิตในภพนั้น ๆ และมีทุกข์เกิดขึ้นในวันนั้น ๆ เดือนนั้น ๆ ปีนั้น ๆ ภพชาตินั้น ๆ มากเท่าไร อ่านตลอดกัปตลอดกัลป์ก็ไม่มีจบ ในประวัติของเราคนเดียวเท่านั้น

ความยืดเยื้อแห่งทุกข์เป็นมาเช่นนี้ ถ้าเราสามารถบันทึกความเป็นมาของเราแต่ต้นภพต้นชาติจนถึงบัดนี้ จะไม่มีแผ่นดินอันกว้างขวางที่ไหนเป็นที่เก็บบัญชีแห่งกองทุกข์ของเราที่ทำสถิติเอาไว้ในโลก แผ่นดินที่อาศัยอยู่เวลานี้เพียงบัญชีของเราคนเดียวก็หาที่เก็บไม่ได้แล้ว ยังบัญชีของคนอื่นสัตว์อื่นจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนกันอีก ทั้งท้องฟ้ามหาสมุทรจะไม่มีที่เก็บไว้เลย เพราะมันเต็มไปด้วยกองทะเบียนบัญชีของความเกิด ความตาย ความทุกข์ทรมาน ความล้มหายตาย พลัดพรากจากสัตว์และสังขารทั้งของเขาของเรา สับสนปนเปกันไปหมดอย่างนี้ ไม่มีที่ไหนว่างพอจะเอาปลายเข็มแยงลงได้ ว่าไม่ถูกกองบัญชีเกิดตายของเรา แม้อนาคตข้างหน้าโน้น ก็คือจิตดวงนี้เองเป็นผู้จะวางร่องรอยของตนไปเป็นลำดับ ๆ เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาแล้ว

เหยียบย่างไปที่ไหนถูกแต่ภพแต่ชาติ ถูกแต่กองทุกข์ของตนวันยังค่ำ คืนยังรุ่ง ทุกข์ซ้ำทุกข์ ทุกข์ภายนอกได้แก่ทุกข์ในขันธ์ ทุกข์ภายในได้แก่ทุกข์ใจ ทุกข์แล้วทุกข์เล่าอยู่ภายในขันธ์ตลอดเวลา แม้จะไม่มีการเจ็บไข้ก็ตาม ทุกข์ประจำขันธ์ต้องทุกข์แล้วทุกข์เล่าอยู่อย่างนั้น ทุก ๆ คน ทุก ๆ สัตว์ และยังทุกข์ภายในใจอีก ออกจะเหลือทน เพราะย้ำกันไปไสกันมาเหมือนกงจักร ถ้าเป็นตัวหนังสือแล้ว จะหาที่อ่านไม่ได้ เพราะเขียนซ้ำรอยกัน แต่นี้เป็นเรื่องของทุกข์ซ้ำรอยกัน ไม่ทราบว่าซ้ำกันกี่มากน้อย แล้วยังจะซ้ำกันไปอีกข้างหน้า ไม่ทราบว่าจะนานสักเท่าไร ไม่มีประมาณเลย

ในชาติที่เห็นอยู่นี้ นับว่าเรามีวาสนาบารมีมากยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว เพราะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ทั้งได้พบพระพุทธศาสนาที่เต็มไปด้วยเหตุผล และทนต่อการพิสูจน์ ทั้งเป็นสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบ และเป็นนิยยานิกธรรมผู้ปฏิบัติตามต้องได้รับผล เพื่อนำตนออกจากทุกข์เป็นลำดับ อย่าให้เสียทีและผ่านไปเปล่า จงพยายามถือเอาประโยชน์จากศาสนธรรมให้ได้เท่าที่ควร

ที่ผ่านมานี้ได้อธิบายเรื่องทุกข์ซึ่งเป็นสิ่งคลุกเคล้ากับเราอยู่ตลอดเวลา เพื่อท่านผู้ฟังจะได้ถือเป็นคติและหาอุบายพร่ำสอนตน เพื่อหาทางออก เพราะความเห็นโทษในทุกข์ประจักษ์ใจ ความพากเพียรเพื่อหนีทุกข์ หากเกิดขึ้นมาเองเช่นเดียวกับคนหรือสัตว์กลัวอันตราย วิ่งไม่ได้ก็ต้องเสือกคลานไปจนสุดกำลัง ใคร ๆ ก็ต้องตะเกียกตะกายหนีภัย จะยอมนอนตายอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร สุดวิสัย ณ ที่ใดแล้วค่อยล้มตายที่นั่น ผู้กลัวทุกข์ก็ต้องตะเกียกตะกายเหมือนกัน สุดวิสัย ณ ที่ใดแล้ว จึงมอบไว้กับความจำเป็นที่สุดวิสัยจริง ๆ

ถ้ากลัวบ้าง กล้าบ้าง ยังมีทางเข้า ๆ ออก ๆ บางทีก็ขี้เกียจทำความดี คิดขึ้นมาบางวาระก็กลัวทุกข์ คิดขึ้นมาบางวาระก็กล้าหาญต่อทุกข์ โดยเห็นว่าคนทั้งโลกไหนจะมีความทุกข์แต่เราคนเดียว เขาก็ต้องทุกข์เช่นเดียวกับเรานี่เองจะไปกลัวมันทำไม แม้จะไปตกนรกหมกไหม้ ในที่นั่นก็มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย จะแสวงหาสามีภรรยาและโรงหนังโรงละครในที่นั้นก็ยังพอได้ แต่ข้อนี้เราลองคิดดูซิว่า เนื้อเป็ดเนื้อไก่ซึ่งมีทั้งตัวผู้ตัวเมียที่ถูกเขาสับยำจนแหลกละเอียด แล้วโยนลงไปในหม้อที่กำลังเดือดพล่านนั้น เคยเห็นสัตว์เหล่านี้ไปเที่ยวแสวงหาครอบครัวผัวเมีย และเล่นระบำทำเพลงกันสนุกสนานในหม้อแกงนั้นบ้างไหม หรือเขาโยนเขียด โยนหอย โยนปลา ซึ่งมีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ มีทั้งตัวผู้ตัวเมียลงในหม้อน้ำร้อนที่กำลังเดือด มีสัตว์ตัวใดบ้างที่แสวงหาครอบครัวและความสนุกสนานรื่นเริงในที่เช่นนั้น มองเห็นแต่ตัวไหนก็ทำกระเสือกกระสนจนสุดกำลัง แล้วนอนตายแช่น้ำร้อนอยู่เท่านั้น โดยมิได้สนใจว่าเขาเป็นตัวผู้ เราเป็นตัวเมีย เพราะความทุกข์ทรมานจนถึงตายจะไปสนใจกับเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ ที่ไหนกัน

เรื่องทุกข์ทรมานที่จะเป็นไปในกาลข้างหน้า ก็ควรเทียบในทำนองเดียวกันจึงจะเห็นภัยประจักษ์ใจ ความขยันหมั่นเพียรเพื่อความแหวกว่ายหนีทุกข์นั้นจะมีขึ้นมาเอง เช่นเดียวกับบุคคลไปเจอเสือซึ่งเป็นสัตว์ร้าย ใครก็ทราบกันอยู่แล้ว แม้จะมองไม่เห็นตัว เพียงได้ยินแต่ชื่อก็กลัวกัน ที่ไหนเราไปเจอเอาอย่างจัง ๆ เสียเองจะยอมให้เสือกินมีอย่างหรือ อย่างไรก็ต้องวิ่งจนสุดฝีเท้าที่จะวิ่งได้ ขณะนั้นถ้ามี ๕ ขา ก็ต้องวิ่งพร้อมกันทั้ง ๕ ขา ไม่เพียงแต่ ๒ ขาเท่านั้น ถ้าเป็นผู้แสดงไปเจอเอาอย่างนั้น จะอย่างไรก็คงจะไม่มีอะไรเหลือติดตัว แม้สบงจีวรจะขาดหลุดลุ่ยไปหมดก็ต้องยอม แต่ฝีเท้าจะไม่ยอมหยุดวิ่ง เป็นอะไรเป็นกัน

เพราะมันสำคัญอยู่ที่ชีวิต ซึ่งเป็นของมีค่าเหนือตัวเรา ใครจะไปยอมให้เสือกินเปล่า ๆ มีประโยชน์อะไร แต่การวิ่งหนีเสือมันมีประโยชน์มาก เพราะได้ชีวิตเราไว้ทั้งคน ไม่ล่มจมเปล่า แต่นี้ยังดี เวลาเที่ยวกรรมฐานตามป่าตามเขาซึ่งเป็นชุมนุมของสัตว์ร้ายมีเสือเป็นต้น ก็ไม่เคยเจอเสือ แม้เสือก็คงจะทราบนิสัยเราซึ่งเป็นคนขี้ขลาดหวาดกลัว เสือก็เลยกลัวเรา ไม่กล้าเจอกันในสถานที่และกาลเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะความรักชีวิตมีขนาดไหน ความตะเกียกตะกายเพื่อหนีภัยก็มีขนาดนั้น

ถ้าเรารักสงวนจิตใจ เราไม่อยากให้สิ่งที่เป็นภัยต่อใจ ฉุดลากไปเพื่อการเกิดการตายไม่มีจบสิ้น เช่นเดียวกับไปพบเสือ และไม่ยอมตัวให้เสือกินเปล่าแล้ว ก็ควรทำความพยายามตะเกียกตะกายเพื่อแหวกว่ายออกจากกองทุกข์ดังกล่าวมา เพราะไม่มีอะไรที่จะน่าสงสัยแล้วในโลกนอกโลกใน ทั้งโลกท่านโลกเรา ถ้ายังสงสัยไม่แน่ใจจะไปเที่ยวสอบถามโลกไหนก็ไปถามลองดู หรือจะไปสอบถามนายยมบาลก็ได้ เขาคงจะบอกเรื่องความยุ่งยากเกี่ยวกับหน้าที่คอยจดทะเบียนบัญชีของคนของสัตว์ที่ทำดีทำชั่ว เกิด ๆ ตาย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องทุกข์ยุ่งไปหมด หรือเขาอาจจะไม่มีเวลาคุยอะไรกับเรามากนักก็ได้ เพราะหน้าที่เขากว้างขวางและยุ่งมากยิ่งกว่าโลกของเราเสียอีก เนื่องจากคนและสัตว์ในสามภพตกอยู่ในความรับผิดชอบเของเขา จะต้องคอยลงทะเบียนบัญชีและอื่นๆ อีก

เพียงโลกมนุษย์เราก็พอจะสอบถามได้ความชัด ในเรื่องทุกข์ที่มีประจำอยู่ทุกสัตว์ทุกบุคคล เช่นไปถามคนจน เขาก็จะบอกว่าเป็นทุกข์เพราะความจนบังคับ ทั้งติดหนี้สินเขาพะรุงพะรังยุ่งไปหมด เขามาทวงหนี้สินแทบทุกวัน ทั้งข้าวจะรับประทานก็ไม่มี ไปถามคนมั่งมีก็จะบอกว่า ทุกข์เพราะการงานมากไม่มีเวลาพักผ่อน หาเวลาเป็นตัวของตัวแทบไม่ได้ในวันคืนหนึ่ง ๆ ทั้งรายรับรายจ่ายยุ่งไปหมด จะหาใครทำแทนก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญเราต้องทำเอง และติดแจอยู่กับงานนี้ตลอดเวลา ไปไหนไม่ได้

บางครั้งนั่งหลับคาโต๊ะก็มี เพราะเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากงานติดต่อกันอยู่ตลอดสาย ทั้งงานในบ้าน ทั้งงานนอกบ้าน ทั้งงานใกล้และงานไกล ตลอดสินค้าที่ส่งมาจากที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ เราเป็นผู้รับผิดชอบทุก ๆ สิ่งและทุก ๆ แขนงของงาน บางวันถึงกับรับประทานไม่ได้และนอนไม่หลับ ต้องใช้ความคิดมาก เพราะงานมาก เงินมาก ไหลเข้ามารวมอยู่ที่เราเป็นผู้รับผิดชอบคนเดียว ฉะนั้นเรื่องมันจึงยุ่งอยู่อย่างนี้

ตามธรรมดาแล้วนี้เป็นงานอาชีพซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั่วโลกต้องทำกัน เพราะธาตุขันธ์มีด้วยกันทุกคน ทั้งต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องบำรุงเป็นประจำ จะขาดไปไม่ได้ ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้โลกต้องสลายตั้งอยู่ไม่ได้ ถึงเช่นนั้นคนเรายังบ่นกันทั่วโลก ไม่มีที่ไหนจะไม่บ่นเกี่ยวกับเรื่องการงาน ไม่ค่อยจะได้ยินว่า ฉันจน ฉันสบาย เพราะไม่ต้องเป็นภาระกับสมบัติเงินทองและสิ่งต่าง ๆ มากมายนัก และฉันมีเงินทองมากฉันอยู่สบาย สามีก็ถูกอกถูกใจ ภรรยาก็ถูกอกถูกใจ ลูกหญิงลูกชายก็ถูกอกถูกใจ ญาติมิตรเพื่อนฝูงถูกอกถูกใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับฉันเป็นที่ถูกอกถูกใจทั้งนั้น

แต่มักจะได้ยินแต่บ่นกันทั้งนั้น ไม่ว่าคนจน คนมี คนโง่ คนฉลาด ไม่ว่าหญิง ไม่ว่าชาย ไม่ว่านักบวชและฆราวาส พวกเรารู้ทุกข์ รู้เพียงขั้นบ่นกันเท่านั้น ฉะนั้น ใครจึงบ่นกับทุกข์อยู่ทุกแห่งทุกหน ทั้งคนมี คนจน ทั้งคนโง่ คนฉลาด ทั้งในวัด นอกวัด ทั้งในบ้าน นอกบ้าน ทั้งในเมือง นอกเมือง ทั้งเมืองเล็ก เมืองใหญ่ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ทั้งประเทศเล็ก และประเทศใหญ่ ทั่วโลกบ่นเหมือนกันหมด

แต่พระพุทธเจ้าท่านรู้ถึงความจริงของทุกข์ รู้ฐานที่เกิดของทุกข์ และรู้วิธีรื้อถอนสาเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งภายในภายนอก ท่านจึงสามารถดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ไม่มีการบ่นให้ทุกข์ดับไปเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ทำการแก้ไขและรื้อถอน ฉะนั้นท่านจึงสอนโลกด้วย โลกวิทู (ความรู้แจ้งโลก) โดยความองอาจกล้าหาญ ไม่มีความสะทกสะท้านในการสั่งสอน เพราะท่านรู้โลกชัด ทั้งโลกนอก โลกใน ทั้งธรรมนอกและธรรมใน ด้วยพระปัญญาอันแหลมคมอย่างยิ่ง

พวกเราเหยียบย่ำกันไป เหยียบย่ำกันมา ก็ไม่ทราบว่าของดี ของชั่วคืออะไร เช่นเดียวกับผู้ไม่มีความฉลาดในการค้นแร่แปรธาตุ แม้จะเดินเหยียบย่ำไปมาอยู่ตลอดกาล ก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นแร่และเป็นธาตุชนิดไร แต่ผู้มีความรู้ความฉลาดในทางนี้ เพียงเดินไปเท่านั้น เขาก็รู้ว่าที่นั่นมีแร่ชนิดนั้น แม้จะเป็นคนเหมือนกัน แต่มันต่างกันที่มีความฉลาดแหลมหลักต่างกัน นี้พวกเราก็นั่งทับ นอนทับความดี ความชั่วอยู่ตลอดเวลาอกาลิโก ก็ไม่ทราบว่าจะเลือกเฟ้นเอาอะไร จึงเลยยกเอาหมดทั้งรัง รับกันหมดทั้งเปลือก สุขบ้าง ทุกข์บ้างก็ยอมทนเอา

วันนี้ได้อธิบายเรื่องทุกข์ให้บรรดาท่านผู้ฟังทราบ ตามเรื่องของทุกข์ที่มีอยู่กับตัว โปรดนำไปพิจารณาและบำเพ็ญตนเต็มสติกำลังความสามารถ อย่าลดละความเพียรพยายาม จะได้มากหรือน้อยเป็นสมบัติของเรา เพราะของดีแม้จะมีน้อยก็ดี ยิ่งมีมากก็ยิ่งดีมาก และใครก็ต้องการ เช่นบ้านดีแน่นหนามั่นคงและสวยงาม ใครก็ชอบ ที่ดินดีมีราคาแพงจะปลูกบ้านเรือนก็ดี จะทำเป็นสวน เป็นนาก็ดี ใครก็ชอบ เด็กดีมีความเชื่อฟังผู้ปกครองเรียนหนังสือดี ไม่ชอบเที่ยวเตร็ดเตร่ ไม่เป็นคนผลาญทรัพย์ ชอบประหยัด หัดนิสัยให้ตรงต่อเวลา ผู้ปกครองก็ชอบ ผู้หญิงดี ประพฤติตัวสมศักดิ์ศรีของหญิง ไม่เป็นคนชอบเที่ยวและชอบเกี้ยวผู้ชายใครก็ชอบ

สรุปความแล้ว ทุกสิ่งถ้าเป็นของดีมีประโยชน์แล้ว ใครก็ชอบกันทั้งโลก ดังนั้น จงพยายามดัดแปลงตนให้ดี หากยังไม่พ้นจากวัฏสงสารในวันนี้ วันหน้าก็จะได้อาศัยความดีเหล่านี้เป็นเครื่องพยุงในภพนั้น ๆ จึงมีความสุขความเจริญในภพชาติที่ตนอาศัย เหมือนคนเดินทางมีเครื่องป้องกันตัว แดดร้อนแต่มีเครื่องปกปิดกายก็พอบรรเทาทุกข์ไปได้ ไม่ร้อนแผดเผาเสียทีเดียว การท่องเที่ยวในวัฏฏะก็ต้องอาศัยบุญวาสนาบารมีที่เคยสร้างมาเป็นเครื่องปกป้องกำบังทุกข์ทั้งหลาย ไม่ให้ทุกข์ทรมานจนเกินไป พอมีทางหายใจได้บ้างในภพชาติหนึ่ง ๆ ไม่รับแบกหามเอาทุกข์ทั้งโลกธาตุเสียแต่ผู้เดียว

ในอวสานแห่งพระธรรมเทศนานี้ จึงขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยมาอภิบาลคุ้มครองท่านทั้งหลาย ในอิริยาบถทั้งสี่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน จงมีคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ตามรักษา และขอให้เป็นผู้มีโอกาสวาสนาอำนวย ได้บำเพ็ญคุณงามความดีตลอดไปโดยความสะดวก จนถึงแดนแห่งความสมหวังโดยทั่วกันเถิด

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๘

ความงามแห่งธรรม

455555378451597445

พระศาสนาถ้าจะเทียบทางด้านวัตถุ ก็เหมือนน้ำที่สะอาดสำหรับซักฟอกสิ่งสกปรกทั้งหลายให้กลายเป็นของสะอาดขึ้นมา ใจจึงเทียบกับวัตถุที่ไม่สะอาด คือมีความเศร้าหมองอยู่ภายในตัว เพราะอาศัยความคลุกเคล้ากับอารมณ์ที่สกปรก การทำใจให้สกปรกนั้น เรามีทางทำได้ด้วยกัน ไม่ว่าสัตว์บุคคลและชาติชั้นวรรณะใด เพราะทางนี้เป็นทางที่เคยชินของจิตมาแล้ว ทางนี้จึงเป็นทางสะดวกราบรื่นของจิตและอารมณ์ที่โสมมทุกประเภท ถ้าเทียบกับทางภายนอกก็เหมือนทางที่มีผู้คนสัญจรไปมาตลอดเวลา ไม่รกรุงรัง เพราะอาศัยการเหยียบย่ำผ่านไปมาอยู่เสมอ ทางที่มาของมลทินผ่านเข้าออกระหว่างจิตกับอารมณ์ ย่อมมีความเตียนและราบรื่นเช่นเดียวกัน โดยมีจิตเป็นสถานที่อยู่อาศัย มีจิตเป็นสถานที่เกี่ยวข้อง อารมณ์กับจิตจึงเป็นไปด้วยกันอย่างง่ายดาย

แต่อุบายวิธีซักฟอกใจให้เป็นไปเพื่อความสะอาดผ่องใส เป็นที่เย็นใจน่าดูน่าชมแก่ตน และระบายออกมาทางกาย วาจา ให้เป็นที่น่าดูน่าชมของคนอื่นนั้น ต้องมีครู มีอาจารย์เป็นผู้คอยแนะนำสั่งสอน ให้รู้ทั้งทางถูกและทางผิด ดังนั้น ธรรมจึงเป็นเหมือนเครื่องซักฟอกที่ดีเยี่ยม ซึ่งออกจากพระทัยอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม และทรงนำมาประกาศสอนบรรดาสัตว์ให้รู้ทางดำเนิน อันเป็นไปเพื่อความเกษมเป็นขั้น ๆ โดยแนะนำอุบายวิธีต่าง ๆ ตามควรแก่อุปนิสัยของผู้มาอบรมศึกษา

ในขั้นเริ่มแรกแห่งการสั่งสอน ทรงแนะนำด้วยพระองค์เอง จนเห็นผลประจักษ์แก่ผู้มาศึกษาและปฏิบัติด้วยเป็นขั้น ๆ แห่งธรรม ตลอดถึงขั้นบรรลุเป็นสาวกอรหันต์ขึ้นมาในวงแห่งธรรมเป็นจำนวนมากพอสมควรแล้ว จากนั้นก็ทรงมอบให้สาวกทำหน้าที่สั่งสอนช่วยบ้าง ทรงสั่งสอนเองบ้าง มีการถ่ายทอดมาเป็นลำดับจนถึงครูอาจารย์ซึ่งสมควรจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวน้ำใจประชาชนด้วยหลักปริยัติ ปฏิบัติ และความรู้ภายในใจ ถ่ายทอดมาถึงพวกเรา

ใจที่ได้รับการซักฟอกด้วยการบำเพ็ญคุณงามความดี ตามพระโอวาทธรรมของพระพุทธเจ้า จึงกลายเป็นใจที่นิ่มนวลแก่ตนเอง จะคิดปรุงเกี่ยวกับการงานทุกด้าน จะพูดจาพาที กิริยามารยาท ความเคลื่อนไหวทุกอาการ เป็นกิริยาที่น่าดู น่าชมไปตาม ๆ กัน ฉะนั้น นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น จึงนิยมการฝึกฝนอบรมตนมากกว่าสิ่งอื่น ๆ เพราะเล็งเห็นว่าใจเป็นรากฐานสำคัญของงานทุกชิ้น ไม่ว่างานทางโลกหรือทางธรรม มีใจเป็นผู้รับผิดชอบทั้งนั้น งานทุกชิ้นจะสำเร็จขึ้นมาในลักษณะใด ย่อมเป็นเครื่องส่อถึงใจผู้เป็นเจ้าของงานเสมอ

ใจท่านเปรียบเหมือนเนื้อผ้าที่คอยจะสกปรกได้อย่างง่ายดาย เจ้าของต้องคอยระวังรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ลักษณะของจิตก็คอยจะคลุกเคล้าด้วยอารมณ์เครื่องเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง บ่อย ๆ จนตามรู้ไม่ทัน แต่เมื่อได้รับการอบรมด้วยวิธีต่าง ๆ ตามแนวทางแห่งธรรมที่ชี้บอกไว้ ใจก็ค่อยหายพยศและมีความสง่าราศีขึ้นมา คอยฟังคำสั่งเราบ้าง ไม่ค่อยผาดโผนโลดเต้นเหมือนที่ยังไม่ได้รับการอบรม และใจเป็นสิ่งสำคัญกว่าวัตถุภายนอกอีกมากมาย จึงจำต้องมีการอบรมเสมอ

แต่การอบรมจิตย่อมมีการฝ่าฝืนธรรมดาของจิตที่เคยเป็นมาอยู่บ้าง คำว่าธรรมดาหมายถึงสิ่งที่เคยมีเคยเป็นและเคยชินมาแล้ว จิตที่เคยเป็นมาจนไม่ทราบความผิด ถูก ชั่ว ดีของตน เพราะความไม่สนใจสังเกต เนื่องจากความเคยชินมาอย่างนั้นเป็นนิสัย นี่เรียกว่าธรรมดา แต่การฝึกหัดดัดแปลงใจให้ผิดจากเรื่องธรรมดา ความคิดธรรมดา การกระทำธรรมดานั้นเป็นการลำบากอยู่บ้าง จะอย่างไรก็ดีเราอย่าลืม พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ซึ่งเป็นองค์แห่งสรณะอันประเสริฐของเรา พระองค์ทรงบำเพ็ญมาก่อนด้วยความฝ่าฝืนตั้งแต่ต้นเป็นลำดับมา ไม่ทรงปล่อยไปตามกระแสของใจที่มีความอยากเป็นประจำ ตลอดอุบายต่าง ๆ ที่ทรงนำมาแก้ไขดัดแปลงพระองค์จนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ก็เป็นเรื่องฝืนคติธรรมดาที่จิตเคยเป็นมาทั้งนั้น

การตัดสินใจสละตำแหน่งหน้าที่จากความเป็นกษัตริย์ อันเป็นพระเกียรติสูงสุด การเสด็จออกจากปราสาท การพลัดพรากจากพระชายาและพระโอรส พระชนก ชนนี ไพร่ฟ้าประชาชี ตลอดจนพระราชสมบัติทั้งแผ่นดิน ทำไมจะไม่เป็นการฝ่าฝืนคติธรรมดาเล่า ต้องเป็นการฝ่าฝืนอย่างยิ่ง และฝ่าฝืนจนสลบไสลไปในบางครั้ง เพราะอำนาจความมุ่งหวังเต็มพระทัยในความพ้นทุกข์ และมุ่งหวังจะรื้อขนสัตว์ซึ่งเป็นสมบัติอันมีค่ามาก มีพระชายาและพระโอรส เป็นต้น ให้ตามเสด็จสู่ธรรมอันเป็นแดนเกษม จึงทรงฝืนพระองค์อย่างเต็มที่ โดยไม่ทรงอาลัยและเสียดายในชีวิตว่าจะเป็นหรือจะตาย และทรงฝืนจนโลกสะเทือนไปหมดทั้งแผ่นดิน

ฝืนในอันดับต่อไป คือฝืนใจไม่ให้คิดเป็นอารมณ์ห่วงใยในพระราชฐานบ้านเมืองที่เคยปกครองมา มีพระชายาและพระโอรสเป็นต้น ไม่ให้มีความเกาะเกี่ยวกังวลพระทัยในเวลานั้น ทรงมุ่งหน้าต่อความเพียรเพื่อตรัสรู้ แม้จะทรงมีความลำบากอย่างมากมายในการอยู่ การไป การเสวย การนุ่งห่ม การหลับนอน ซึ่งไม่เคยประสบมาอย่างนั้น จำเป็นก็ต้องฝืน อยู่ไม่สบายก็ฝืนอยู่ นั่งไม่สบายก็ฝืนนั่ง นอนไม่สบายก็ฝืนนอน การเสวยไม่สะดวกก็จำต้องฝืน หลับตาเคี้ยว หลับตากลืน เพราะสิ่งทั้งนี้มิใช่เป็นสิ่งที่กษัตริย์เคยทรง จึงเป็นเรื่องฝืนไปหมดทุกอาการและทุกสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับพระองค์

และยังฝืนใจไม่ให้คิดปรุงเรื่องราวที่เคยเป็นมา ซึ่งจะก่อความกังวลให้ทรงท้อถอยความเพียร ทรงปลอบโยนและข่มขู่ใจ ให้มีความอุตส่าห์พยายามและเข้มแข็งทางด้านความพากเพียรไม่ยอมให้ลดละ แม้การอดพระกระยาหารไม่ทรงเสวยถึง ๔๙ วันก็ยังทรงสามารถทำได้ ซึ่งคนสมัยนั้นและสมัยใดบ้าง จะสามารถฝืนร่างกายและใจทำได้เหมือนอย่างพระองค์ท่าน ประวัติเช่นนี้มีพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นทรงทำได้ และมีพระประวัติรอดตายมาให้โลกได้เป็นขวัญใจ ให้ระลึกถึงท่านทั่วดินแดน การบำเพ็ญเพียรทุกประโยคของพระองค์ปรากฏว่าฝืนใจทั้งนั้น แม้เช่นนั้นก็ไม่ทรงท้อพระทัยที่จะถอยพระองค์เสด็จกลับเข้าสู่พระราชฐานบ้านเมือง ให้กิเลสที่ครอบงำพระทัยหัวเราะเยาะ และเป็นผู้จับจองวัฏฏะ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไป

ที่กล่าวมาทั้งนี้เป็นประวัติของ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา ท่านฝืนพระทัยท่านอย่างนั้น มิใช่เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาแบบวาดมโนภาพเอาเฉย ๆ คือ พอนึกอยากจะเป็นเท่านั้น ก็เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ถ้าเป็นเช่นนั้นพระพุทธเจ้าก็มีอยู่ทุกแห่งทุกหน แม้สัตว์ดิรัจฉานบางประเภทก็คงมีโอกาสเป็นพระพุทธเจ้าได้ ในขณะที่คิดอยากจะเป็น ไม่ว่าแต่มนุษย์ที่มีความคิดสูงกว่าสัตว์เลย ที่ไม่เป็นได้เช่นนั้นก็เพราะธรรม มีความเสมอภาคต่อสิ่งที่เป็นฐานะและ อฐานะ โลกจึงมีคนดี คนชั่ว สัตว์ดี สัตว์ชั่ว ไปตามกรรมของตนที่ทำไว้ไม่ปีนเกลียวกัน

กิเลสและบาปธรรมมีความเกรงกลัวอำนาจคนที่ฝืนคติธรรมดา เช่นพระพุทธเจ้าของเรา พอพระองค์เริ่มฝืน กิเลสก็เริ่มเป็นเดือดเป็นแค้น และเริ่มขยับขยายที่อยู่อาศัย เริ่มย้ายครอบครัวผัวเมียยุ่งไปตาม ๆ กัน พอพระองค์ฝืนเต็มที่กิเลสก็ร้อน เพื่อหาทางออกเต็มที่ เมื่อถึงขั้นตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา กิเลสตั้งอยู่บนพระทัยไม่ได้ ก็แตกกระจัดกระจาย หลงลูก หลงแม่ หลงผัว หลงเมียกันยุ่งไปหมด เพราะหาทางออกและหลบภัยจากมหาสติมหาปัญญา อันเป็นเหมือนวัตถุเครื่องทำลายที่ทันสมัย

ไม่มีกิเลสตัวใดจะสามารถฝืนเอาชีวิตแลกสติปัญญาปรมาณู ทนตั้งอยู่บนพระทัยได้ต่อไป กิเลสทุกประเภทต่างก็หลุดลอยออกจากพระทัยโดยสิ้นเชิง ยังคงเหลือแต่พุทธะอันเด่นดวง ซึ่งเป็นมิ่งขวัญของพระองค์ผู้กล้าตายในสงคราม ทรงสละทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อธรรมดวงนี้เท่านั้น ครั้นแล้วก็สมพระประสงค์ และเป็นพระพุทธเจ้าที่สมบูรณ์ขึ้นมา ให้เป็นมิ่งขวัญของโลกในลำดับต่อมา

ดังนั้นเราผู้เป็นพุทธบริษัทที่จัดว่าเป็นลูกศิษย์พระตถาคต ผู้ปรากฏเด่นทางความเพียรและบริสุทธิ์ในพระทัย เวลาประกอบความพากเพียรไปถึงที่คับแคบและจนมุม จึงไม่ควรจะหาทางออกด้วยความท้อถอย อันเป็นทางมัดตนเองโดยไม่รู้สึก เพื่อเป็นหลักชัยโปรดระลึกถึงท่าน ทั้งการดำเนิน วิธีดำเนิน และการฝืนคติธรรมดา ว่าท่านทรงทำอย่างไรบ้าง จึงได้ชัยชนะมาสั่งสอนพวกเรา ท่านมีความลำบากยากเย็นเข็ญใจแค่ไหน อย่าเห็นเพียงว่า การประกอบคุณงามความดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แล้วเข้าใจว่าตนมีความขยันหมั่นเพียร และมีความกล้าหาญยิ่งกว่าครูคือศาสดา

ถ้ามีความคิดไปทำนองนั้นแสดงให้เห็นว่า เราจะเป็นผู้ท้อถอยความเพียร และด้อยในการดัดแปลงตนเองด้วยความเข้มแข็ง ทำอย่างไรจึงจะเป็นไปเพื่อความเข้มแข็งและก้าวหน้า เพื่อตามเสด็จพระพุทธเจ้าให้ทัน นั่นแลเป็นความคิดที่ดีและหน้าที่อันเหมาะสมแก่เรา ผู้เป็นพุทธบริษัทถือพระพุทธเจ้าเป็นครู ตามที่เห็นในพระประวัติซึ่งได้นำมากล่าวบ้างแล้ว รู้สึกว่าเป็นคติตัวอย่างแก่โลกได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีทางจะตำหนิได้แม้แต่น้อย ส่วนเรายังไม่มีถึงขนาดนั้น ไหนจะถือว่าตนเก่งกล้าสามารถยิ่งกว่าครู เราต้องย้อนจิตมาสอนตนอย่างนี้บ้าง จะมีแก่ใจทำความเข้มแข็งต่อการดำเนิน เพื่อความปลดเปลื้องสิ่งที่เคยทำการกีดขวางต่อใจมานาน ให้ลดน้อยหรือสิ้นไปทุกระยะ

การงานเพื่อปลดเปลื้องถอดถอนตัวให้ขึ้นจากหล่มลึก แม้จะยากลำบากขนาดไหน ไม่ควรไปยึดถือสิ่งนั้นมาเป็นอุปสรรคต่อใจ ผู้กำลังมุ่งหวังต่อความสุขสมบูรณ์ จะเป็นการตัดหนามกั้นทางตนเอง จนหาทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์ไปไม่ได้ ต้องพยายามแหวกขวากหนามที่มีอยู่ในหนทางและสองฟากทางออกเป็นลำดับ ด้วยความขยันหมั่นเพียร เราอยู่ที่ไหนไม่ว่าในบ้านหรือในป่า การบำเพ็ญคุณงามความดีมีทางทำได้ โอกาสวาสนามีการอำนวยแก่ผู้มีความมุ่งมั่นต่อธรรมอยู่เสมอ แต่โอกาสวาสนานั้นจะไม่อำนวยสำหรับบุคคลผู้ชอบตีตนตายก่อนเป็นไข้ ผู้ตำหนิติโทษตนเองโดยไม่มีเหตุผล และยังจะเป็นการเปิดทางให้ความท้อแท้อ่อนแอ เข้ามาเป็นเจ้าเรือนบนจิตใจมากขึ้น แล้วจะหาโอกาสวาสนาอำนวยไม่ได้ตลอดกาล

ผู้ตั้งใจจะดำเนินตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องคำนึงถึงทางดำเนินของพระองค์และพระธรรมที่ปรากฏเป็น ธมฺโม ปทีโป มีความสว่างไสวเหนือสิ่งใด ๆ ในโลก ธรรมนี้ก็เกิดขึ้นจากการฝืนคติธรรมดาของพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ซึ่งต้องตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยปฏิปทาเครื่องดำเนินแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะยากหรือง่าย แต่มีความเพียรเป็นที่ตั้งในกิจการที่เห็นว่าชอบธรรม จนเป็นผลสำเร็จได้ ฉะนั้น ทั้งสามรัตนะจึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวใจของสัตว์โลกได้ในขั้นมหาอุดมมงคล

ใจของสามัญชนทั่ว ๆ ไป ถ้าพูดถึงความดื้อดึงต้องเป็นจิตที่ดื้อดึงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจิตผู้หญิง ผู้ชาย นักบวชและฆราวาส เพราะมีสิ่งส่งเสริมอยู่ภายในให้แสดงตัวออกมาเป็นความดื้อดึงแข็งกระด้างเหมือนกัน ไม่ว่าจิตใครที่ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมาเช่นเราเช่นท่านแล้ว จะกลายเป็นจิตที่บอกง่ายสอนง่าย และมีการสั่งสมอบรมคุณงามความดีใส่ตัวโดยไม่ต้องมีการบังคับบัญชา พาจัดพาทำอะไรทั้งนั้น แต่เป็นไปเองโดยลำพังตัวเองอย่างนี้ จะหาไม่เจอเลยในแหล่งแห่งไตรโลกธาตุ

แม้จะเป็นผู้มีนิสัยวาสนาเบาบางมากเพียงไรก็ตาม เบื้องต้นต้องอาศัยการฝึกหัดอบรมด้วยกันทั้งนั้น จึงจะเป็นไปได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องมีครูมีอาจารย์ต้องคอยชี้แจงสั่งสอนให้เหน็ดเหนื่อยเปล่า เฉพาะผู้แสดงแล้วถือว่าการสอนคนให้เป็นคนที่ดีและการสอนพระให้เป็นพระที่ดีนี้ เป็นภาระหนักอย่างฝังลึกทีเดียว เพราะผู้มาศึกษาอบรมด้วย มีความรู้สึกในแง่หนักเบาต่างกันเป็นราย ๆ ไป การสั่งสอนจึงจะทำแบบนายสานายมาไม่ได้ ผู้มารับการศึกษาจะไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรจะได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จำต้องเป็นภาระอยู่กับผู้ให้การอบรมสั่งสอนโดยดี

ฉะนั้นการฝึกฝนตนตามนัยที่ครูอาจารย์อธิบายให้ฟังแล้ว จึงควรถือเป็นภาระของตัวอย่างไม่สนใจหาผู้เปลี่ยนตัว เพราะไม่ใช่งานซึ่งจะทำแทนกันได้ แม้จะยากหรือลำบากเพียงไร ก็เป็นงานจำเป็นสำหรับเราโดยเฉพาะ งานที่จะก้าวไปเพื่อความพ้นทุกข์ตามเสด็จพระพุทธเจ้านี้ เป็นงานที่มีเกียรติสำหรับเรา และเป็นงานตัวอย่างของโลกและธรรมทั่ว ๆ ไป เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญมาจนสำเร็จเต็มภูมิแล้ว ยังเป็นบุคคลตัวอย่างของโลกให้ถือเป็นแบบฉบับตลอดถึงสมัยทุกวันนี้ ไม่เคยล้าสมัยและจืดจางตลอดมา

เราผู้เป็นลูกของท่านผู้กล้าหาญจึงควรเอาแบบอย่างจากครูมาใช้ อย่ามีความอิดหนาระอาใจต่อความเพียร จิตถ้าได้รับการบำรุงจากความเพียรเสมอแล้ว ต้องขยับตัวขึ้นไปเป็นลำดับไม่มีวันจะถอยกลับลงมา วันนี้รู้เรื่องของตัวขนาดนี้ วันนี้มีอารมณ์เกี่ยวข้องใจเท่านี้ และได้ใช้ความเพียรพยายามรู้และแก้ไขกันได้ขนาดนี้ วันหน้ารู้อารมณ์ประเภทนั้น และทำการแก้ไขกันได้เท่านั้น ๆ และมีความเพียรสืบต่อกันไปทุกวันและเวลา กิเลสอาสวะจะมีกำลังก่อตัวมาจากที่ไหนบ้าง พอจะมากลุ้มรุมใจของผู้มีความเพียรให้หนาแน่นขึ้นไป มีแต่นับวันจะน้อยลงเป็นลำดับเท่านั้น นอกจากผู้ไม่สนใจจะอบรมดัดแปลงตนเองเท่านั้น นั้นเป็นคนหาประมาณมิได้ คือเป็นคนไม่มีเขตแดน อย่าถือเอามาเป็นคติตัวอย่าง จะทำให้ด้อยลงในทางความเพียรและมีทางเสียไปด้วย

ผู้เป็นคนดีมีคติประจำตน จะเป็นหญิง เป็นชาย เป็นนักบวชหรือฆราวาส โปรดยึดเอามาเป็นคติทันที แม้ที่สุดมองเห็นใบไม้ร่วงหล่นลงจากขั้วของมัน ก็ให้ยึดเอามาเป็นธรรมเครื่องพร่ำสอนตน โดยถือว่ากิริยาที่ใบไม้ร่วงลงมานั้นคือ ความหมดกำลังที่จะตั้งอยู่ได้ จึงร่วงโรยลงไปเช่นนั้น ชีวิตของมนุษย์และสัตว์ก็ย่อมมีสภาพเช่นเดียวกัน มีความทุกข์และความแปรปรวนประจำตน เรื่องสภาพของธาตุขันธ์เคยเป็นเช่นนั้นตลอดมา ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็เป็นอยู่อย่างนั้น สภาพเหล่านี้ตั้งอยู่เหนือโลกธรรมทั้งหลาย ไม่เคยเป็นไปตามการตำหนิติชม และคำอ้อนวอนของผู้ใดทั้งนั้น

และเรื่องเช่นนี้เคยมีประจำอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสภาพใดที่อยู่ในวงสมมุติ ย่อมมีทางเดินสายเดียวกัน ไม่มีผู้ใดมีอำนาจราชศักดิ์ จะก้าวเดินทางสายแปลกจากโลกไตรภพนี้ไปได้ นอกจากท่านผู้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงแล้วเท่านั้น จะไม่เดินทางสายสมมุติที่โลกเดินกัน ผู้ใช้ตามความไตร่ตรองด้วยปัญญาไปที่ไหนมีแต่ธรรมโอสถเครื่องแก้ใจทั้งนั้น เพราะความรับสัมผัสจากสิ่งต่าง ๆ เตือนอยู่เสมอทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน ตรงกับท่านว่า ฟังธรรมในหลักธรรมชาติ ได้ฟังตลอดเวลาไม่มีขาดวรรคขาดตอน ไม่เหมือนพระท่านเทศน์ให้ฟังบนธรรมาสน์

ก็พวกเรามีศาสดาเป็นครูสอนอยู่แล้วทุกบททุกบาท ท่านตรัสไว้ในธรรมนับได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ส่วนที่เป็นปลีกย่อยไม่อาจคณานับ ทั้งนี้ล้วนเป็นอุบายวิธีที่สอนเราทั้งนั้น เพราะเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่กับเรา ธรรมทั้งหมดจึงมาเกี่ยวข้องกับเรา ถ้าเรามีโอปนยิโก น้อมมาปฏิบัติดัดแปลงตนเองให้เป็นไปตามพระโอวาทที่พร่ำสอนแล้ว ย่อมมีทางเล็ดลอดจากทุกข์ไปได้เป็นลำดับ ฉะนั้น สติปัญญาที่เราไตร่ตรองดูเรื่องภายนอกภายใน จึงควรให้แนบสนิทกับใจ เรื่องของทุกข์ก็มีทั้งทุกข์ข้างนอก มีทั้งทุกข์ข้างใน มีทั้งทุกข์ของท่านและทุกข์ของเรา และทุกข์ของสัตว์แต่ละประเภทเต็มไปหมด ล้วนเป็นเรื่องของทุกข์คือความบีบคั้นอันเดียวกัน

สัตว์และคนแสดงกิริยาต่าง ๆ ออกมาให้เราเห็นว่าเขาเป็นทุกข์ ก็เพราะความทนตัวอยู่ไม่ไหวนั่นเอง สัตว์ก็แสดงกิริยาของสัตว์ คนก็แสดงกิริยาของคนตามประเภทของตน ก็เมื่อเรื่องของทุกข์ประกาศตัวอยู่ทั้งข้างนอกและข้างใน ทำไมจะไม่รู้ไม่เห็น เพราะทุกข์เป็นของมีอยู่จริงๆ ถ้าใช้ปัญญาไตร่ตรองอยู่บ้าง ก็ควรจะทราบตามเรื่องของทุกข์โดยลำดับ และยังทุกข์ที่เป็นส่วนละเอียดเข้าไปอีก คือทุกข์ทางใจ ถ้าสติปัญญายังไม่สามารถตามสอดรู้เข้าไปถึงตราบใด ทุกข์ก็แสดงตัวอยู่ตราบนรั้น เช่นเดียวกับเนื้อผ้าที่สกปรก ยังไม่ถูกฟอกให้ละเอียดทั่วถึง มลทินก็ย่อมมีทางเกาะอยู่ได้ จนกว่าจะถูกซักฟอกจนขาวสะอาดโดยทั่วถึงแล้ว มลทินก็ย่อมหมดไปฉะนั้น จิตที่ถูกซักฟอกด้วยปัญญาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน

ฉะนั้นจึงควรทราบว่า ไม่มีจิตดวงใดจะพ้นวิสัยของการฝึกฝนทรมานจากความเพียรไปได้ อย่างไรก็ต้องเป็นจิตที่บริสุทธิ์ผ่องใสขึ้นมาตามส่วนแห่งการดัดแปลงของผู้มีความเพียรโดยไม่มีปัญหา ขออย่างเดียว คืออย่าเห็นความเพียรเครื่องรื้อถอนตนออกจากทุกข์เป็นกรวดเป็นทรายไปก็พอ จิตจะมีการทรงตัวอยู่ได้ ไม่ถูกพัดผันจากพายุ คืออารมณ์เครื่องยั่วยวนที่มาจากทิศต่าง ๆ ทั้งยังสามารถต้านทานลมพิษเหล่านี้ได้ด้วยอุบายของปัญญา อันมีความเพียรเป็นแม่แรงพาให้ยืนตัว

ทุกข์ สมุทัยที่เคยเป็นข้าศึกก็จะกลายมาเป็นหินลับสติปัญญาให้คมกล้าขึ้นเป็นลำดับ จนสามารถแยกตนออกจากทุกข์ได้ ทั้งทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ หมดความเกี่ยวข้องกังวลในทุกข์ที่เคยซึมซาบกันมาเป็นเวลานาน แม้ยังเหลืออยู่ก็เพียงเศษแห่งทุกข์ที่มีประจำขันธ์ซึ่งไม่มีพิษสงอะไรเท่านั้น ทุกข์ประเภทนี้แม้พระพุทธเจ้าก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกับสามัญชนและสัตว์ทั่ว ๆ ไป ไม่ทรงปฏิเสธ เพราะขันธ์อันเป็นเรือนรังดั้งเดิมของทุกข์ยังมีอยู่ จำต้องยอมรับกันไปจนกว่ากาลเวลาของคติธรรมดาจะตัดสินยุติลง ทุกข์ประจำขันธ์ก็เป็นอันหมดปัญหาลงในเวลานั้น ไม่มีทางสืบต่อภพชาติอีกต่อไป ใจที่บริสุทธิ์ก็กลายเป็นบรมสุขไปตามอนุปาทิเสสนิพพาน โดยไม่มีสมมุติใด ๆ ตามขัดแย้ง

ขอย้อนกลับคืนหาสัจจะสองข้างต้นอีกครั้ง เผื่อท่านผู้ฟังจะได้ตรวจตราตนเองกับสองสัจจะข้างต้นให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง คือตามหลักธรรมแล้ว ทุกข์ไม่ว่าทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ ถ้าไม่มีสาเหตุทำให้เกิด แต่แสดงตัวขึ้นมาเฉยๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เช่น กายจะปรากฏทุกข์ขึ้นมา ต้องมีสาเหตุที่ทำให้เป็นส่วนบกพร่องของกายปรากฏขึ้นมา ทุกข์จำต้องปรากฏขึ้นมาตามจุดบกพร่องนั้น ๆ แม้ทุกข์ทางใจก็จำต้องแสดงขึ้นมาตามจุดบกพร่องของใจ ที่เรียกว่าความเลินเล่อเผลอสติ นี่เป็นจุดบกพร่องของใจที่ยังทุกข์ให้เกิดขึ้นได้

เมื่อสุข ทุกข์เกิดขึ้นตามสาเหตุดีชั่วเป็นหลักประกันอยู่แล้ว การตำหนิติชมในผลคือสุข ทุกข์ จึงไม่มีผลดีอะไรเกิดขึ้น นอกจากจะเป็นเรื่องส่งเสริมสมุทัยให้ทำการสั่งสมทุกข์เพิ่มขึ้นอีกเท่านั้น ฉะนั้นเพื่อดับทุกข์ให้ถูกตามทางมรรคปฏิปทา ผู้รับทราบทุกข์ที่เกิดขึ้นจึงควรจับทุกข์ขึ้นเป็นเป้าหมาย แล้วพิจารณาตามสาเหตุที่ให้เกิดทุกข์โดยรอบคอบด้วยปัญญา เช่นวันนี้เราไม่สบายใจ เพราะคิดถึงเรื่องอะไรจึงเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สบาย ไม่สบายใจกับสิ่งใดหรือกับผู้ใด เกิดขึ้นที่ไหน ขณะนี้ความไม่สบายตั้งอยู่ที่ไหน ตั้งอยู่กับอะไร ความไม่สบายนี้เป็นใครหรือเป็นของใคร

ท่านว่าความไม่สบายเป็นต้นนี้เป็นของจริงอันประเสริฐ มิได้เป็นของใครและเป็นของใครทั้งนั้น การใช้ปัญญาตามขุดค้นเข้าไปก็จะพบต้นเหตุอย่างชัดเจนว่า โรงงานผลิตทุกข์ คือใจที่ไม่มีสติ ไม่มีปัญญารักษาตน ปล่อยให้ความคิดปรุงอันเป็นฝ่ายสมุทัยสั่งสมทุกข์ขึ้นมา โดยไม่มีการต้านทานขัดขวาง ใจจึงได้รับความทุกข์อย่างไม่มีใครช่วยได้ ทุกข์มีสาเหตุเกิดขึ้นได้ดังที่กล่าวมานี้แล ฉะนั้น ผู้พิจารณาเพื่อดับทุกข์โดยชอบธรรม จึงควรใช้ปัญญาจดจ้องเข้าไปในจุดที่แสดงอาการกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา จุดนั้นเป็นที่เกิดขึ้นแห่งทุกข์และสมุทัยทั้งมวล และเป็นโรงงานใหญ่โตและแข็งแรงมั่นคงมาก ต้องทดสอบดูให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่เช่นนั้น จิตจะไปทำความสำคัญว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเราและเป็นของเราขึ้นมา ความสุขทุกข์ก็จะกลายเป็นเรา เป็นของเราขึ้นมาตาม ๆ กัน คำว่า “เรา” กับความคิดดี คิดชั่ว และสุข ทุกข์ก็จะเชื่อมเข้าเป็นอันเดียวกันจนหาทางแก้ไขไม่ได้

ฉะนั้น จงคอยสังเกตด้วยสติกับปัญญา ตามลำดับที่ความคิดดีหรือชั่วเกิดขึ้นภายในใจ ทั้งขณะตั้งอยู่และดับไป พร้อมทั้งการทราบต้นเหตุที่เกิดขึ้นของสิ่งเหล่านั้นไปในระยะเดียวกัน เช่น ความดีใจเสียใจเป็นต้นเกิดขึ้น จงจับจุดนี้แล้วขุดค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น เรื่องความสุข ความทุกข์ที่เป็นผลซึ่งออกมาจากจุดเดียวกันก็จะดับไป แล้วเปลี่ยนสภาพขึ้นมาใหม่ ให้จิตตามรู้กันตามลำดับของเรื่องที่ยังไม่จบสิ้นลงโดยสิ้นเชิง ยังจะได้คติที่สำคัญ ๆ จากการพิจารณาในเวลานั้นด้วย

วิธีดำเนินจิตต้องถือความสัมผัสและความกระเพื่อมของจิต เป็นเป้าหมายของการพิจารณา จิตจะแสดงตัวขึ้นมาอย่างไร เช่นแสดงเป็นความเสียใจและเศร้าหมองขึ้นมา อย่าตื่นเต้นตกใจไปตามอาการที่แสดงนั้น ๆ จงพิจารณาให้รู้โดยทั่วถึง ตามหลักสติปัญญาของผู้ต้องการทราบต้นเหตุแห่งเรื่องทั้งปวง ไม่ให้มีจุดบกพร่องต่อการพิจารณา ความเสียใจและเศร้าหมองเป็นสาเหตุมาจากสมุทัย ความดีใจและผ่องใสเป็นสาเหตุมาจากมรรค คือข้อปฏิบัติทั้งสองประเภทนี้ จงถือเป็นทางเดินของสติปัญญาต่อไป อย่าไปยึดเอาความเศร้าหมองและผ่องใสนั้นมาเป็นตน สติปัญญาจะหาทางเดินต่อไปไม่ได้ เนื่องจากความเศร้าหมองและความผ่องใส จะกลายเป็นเราขึ้นมาในระยะที่ไปยึดเขา เรากับเขาจะแก้กันไม่ตก เพราะความผ่องใสเราก็เสียดายและรักสงวน ส่วนความเศร้าหมองเราก็เกลียดชัง ความเกลียดชังก็เป็นเรื่องของเรา แม้เราไม่ชอบความเศร้าหมอง แต่เรากลับชอบความเกลียดชัง จึงถือความเกลียดชังขึ้นมาเป็นตัวโดยไม่รู้สึก กิเลสกับเราจึงมีโอกาสคละเคล้ากันได้อย่างนี้

เรื่องมารยาของใจที่มีกิเลส มันแสดงอาการหลอกลวงเรา ได้ร้อยแปดพันประการ เพื่อการดำเนินไปด้วยความสะดวกและราบรื่น จงถือเอาเรื่องดี เรื่องชั่ว และความเศร้าหมองผ่องใสเป็นต้น เป็นทางเดินของสติปัญญา จิตจะแสดงอาการอย่างใดขึ้นมาจงทราบ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาทันที อย่าไปทำความเข้าใจเอาเองว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นมานั้นเป็นสิ่งที่ควรไว้วางใจ และควรถือเป็นหลักยึดของใจ จะกลายเป็นความพลั้งเผลอและหลงยึดเอาสิ่งนั้น แล้วกลายเป็นสมมุติจุดหนึ่งขึ้นมาให้เป็นเครื่องกดถ่วงใจโดยไม่รู้สึก เมื่อสิ่งที่เห็นว่าเป็นสิ่งถูกกับใจสลายตัวลงไป และสิ่งที่ไม่ชอบใจเข้ามากีดขวาง ใจก็จะแสดงความเสียใจขึ้นมา นั่นเป็นเรื่องเสริมสมุทัยให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก

ดังนั้น เพื่อความรอบคอบต่อทางดำเนินของตน จงทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้นด้วยดีว่า เมื่อยังมีอารมณ์ดี ชั่ว และสุข ทุกข์ ปรากฏในวงปฏิบัติของจิต ก็แสดงว่าทางเดินของเรายังมีอยู่ ยังไม่ถึงที่สุดซึ่งควรจะหยุดการเดิน และจำต้องเดินตามสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาเฉพาะหน้าไม่ว่าดีว่าชั่ว และไม่ว่าจิตจะแสดงอาการใดๆ ออกมา ต้องตามรู้ตามเห็นด้วยการพิจารณา และถือจุดหรืออาการนั้น ๆ เป็นทางเดินของสติปัญญาโดยพิจารณาให้ถี่ถ้วน อย่าได้นอนใจกับสิ่งใด ๆ เมื่อสิ่งที่กล่าวมายังปรากฏอยู่กับใจมากน้อย ให้ถือว่าสิ่งที่ปรากฏนี้แล กำลังเป็นทางเดินของจิตและสติปัญญาอยู่เวลานี้ เรายังมีทางเดินต่อไปอีก ยังไม่สิ้นสุดทางเดินของเรา จนกว่าสติปัญญาจะรู้รอบคอบ และสิ่งทั้งหลายที่เคยปรากฏกับใจก็สลายตัวลงไป พร้อมทั้งรากฐานของมันที่เป็นจุดของสมมุติอันสำคัญ

เมื่อทุกสิ่งที่เคยเป็นข้าศึกของใจสลายตัวลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว นั่นแลการเดินทางของจิต มีสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร เป็นเพื่อนสอง ย่อมยุติลงเพียงเท่านั้น นั่นชื่อว่าหมดทางเดินจริง ๆ การหมดทางเดินจากสมมุติ ดี ชั่ว นั้นแล ท่านเรียกว่าวิมุตติ เราจะไปหาวิมุตติที่ไหนกัน นอกจากจะทำลายสมมุติออกจากใจหมดแล้ว ก็เป็นวิมุตติขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีที่ไหนเป็นวิมุตติตามความคาดหมายของใจ ซึ่งเป็นเจ้าอารมณ์

คำว่า วิมุตติ กับ นิพพาน นั่นเป็นไวพจน์ของกันและกัน คือใช้แทนกันได้ เช่นเดียวกับการกินกับการรับประทาน ซึ่งเป็นความหมายอันเดียวกัน พูดเพียงคำใดคำหนึ่ง โลกก็รู้ทั่วถึงกัน จิตที่เป็นวิมุตติของท่านผู้หลุดพ้นเพราะกำลังความเพียร จะย้อนกลับเห็นคุณของความเพียรที่พาตะเกียกตะกายและล้มลุกคลุกคลาน จนถึงแดนเกษมในปัจจุบันอย่างเต็มที่ และเห็นโทษแห่งความเกียจคร้าน และความโง่เขลาที่พาให้ซบเซาเหงาหงอย เพราะความบีบบังคับของกิเลสบาปธรรมซึ่งเป็นเจ้าครองใจ ไม่มีเวลาปลดแอกพอให้อยู่สบายสักเวลาหนึ่งเช่นเดียวกัน

นี่แล การดำเนินตามแบบ พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นสรณะ ย่อมมีจุดจบเป็นที่หวัง ดังที่อธิบายมา ทุกท่านโปรดนำไปประดับตน จะได้มากน้อยตามกำลังความสามารถ ธรรมจะงามในเราตามขั้นแห่งธรรมที่ตนบำเพ็ญได้ เราก็เป็นผู้งามในธรรม เพราะชื่อว่าธรรมแล้วย่อมงามเป็นลำดับไม่มีสิ้นสุด คืองามในเบื้องต้นที่เราเริ่มบำเพ็ญก็เป็น อาทิกลฺยาณํ งามในท่ามกลางของท่านผู้บำเพ็ญขั้นสมาธิ ปัญญาก็เป็น มชฺเฌกลฺยาณํ งามในที่สุดของท่านผู้มีจิตบรรลุถึงวิมุตติพระนิพพาน ก็เป็น ปริโยสานกลฺยาณํ คืองามอย่างสุดขีดสุดแดน ไม่มีอันใดเสมอเหมือน เพราะฉะนั้น ทุกท่านโปรดทำความบากบั่นต่อความงามแห่งธรรมในจุดสุดท้าย ให้สมกับธรรมที่มีไว้สำหรับโลกจะน้อมนำมาประดับตัวได้ทุกเวลาที่ต้องการ

ในอวสานแห่งธรรม จึงขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยมาอภิบาลคุ้มครองท่านทั้งหลาย ให้มีความสะดวกสบายในการบำเพ็ญ จนเห็นผลเป็นที่พึงพอใจโดยทั่วหน้ากันเทอญ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๘

Honda NSX กับแอโรไดนามิก

Honda-NSX1-78645

Honda NSX (ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์) อีกหนึ่งซุปเปอร์คาร์ที่มาพร้อมขุมพลังไฮบริดสุดล้ำสมัย และ ยังครบครันเรื่องการออกแบบทางด้านวิศวกรรมและศิลปะเพื่อเน้นความสวยงาม และ เพิ่มความลู่ลมให้รถแล่นไปด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ ด้านนายโธมัส แรมซีย์ หัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนาระบบแอโรไดนามิกและการระบายความร้อนของ Honda NSX กล่าวว่า การพัฒนารถซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ใช้แนวคิด “Total Airflow Management” หรือการจัดการการไหลเวียนอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ทีมวิศวกรรมเน้นการออกแบบตัวรถให้มีแรงเสียดทานกับอากาศน้อยที่สุด และยังต้องมีแรงกดเพื่อเสถียรภาพการขับขี่ ซึ่งการออกแบบจะฉีกกรอบ โดยการจำลองการไหลเชิงคำนวณหรือ computational fluid dynamic (CFD) เพื่อทดสอบตัวรถด้วยระบบดิจิตอล และทางทีมยังผลิตรถโมเดลสเกล 40% เพื่อนำมาทดสอบในอุโมงค์ลมที่ศูนย์ฮอนด้าในโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ติดตามอ่านต่อได้ที่ http://www.automotor789.com/search/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88/

 

Mazda 3 Minorchange

Mazda 3 Skyactiv ได้เปิดตัวในเมืองไทยวันที่ 18 มีนาคม 2014 นับจากวันนั้นเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้วที่ยังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนแน่นอนว่าถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลง Mazda 3 บ้าง ซึ่งภาพดังกล่าวเรานำมาจากนิตยสารรถยนต์ของญิปุ่นได้เผยรายละเอียดภายนอกของ Mazda 3 Minorchange ที่เปลี่ยนแปลงไม่มากแต่ก็พอสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้จากชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมไฟ Daytime Running Lights จะเพิ่มความหนาของวงเส้น LED มากขึ้น รับกับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ชุดไฟตัดหมอก เปลี่ยนมาเป็นแบบ LED กันชนใหม่มีมิติมากขึ้น เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วเหมือนเดิม กระจกข้างได้รับการเปลี่ยนแปลงโดย ย้ายตำแหน่งของไฟเลี้ยวใหม่ ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรเช่น พวงมาลัยออกแบบใหม่ , ปุ่มควบคุมใหม่ , แผงคอนโซลกลางไล่มาถึงชุดเกียร์ใหม่ , ปุ่มควบคุม MZD Connect ถูกจัดเรียง และดีไซน์ใหม่ , เบรกมือไฟฟ้า , วางแก้วพร้อมฝาแบบเลื่อนเปิด-ปิดได้ และที่ท้าวแขนใหม่ เครื่องยนต์ยังคงเป็นขุมพลัง เครื่องยนต์ เบนซิน 2.0 ลิตร Skyactiv-G เหมือนเดิม เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร 1,998 ซีซี. กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และเพิ่มเติมนิดหน่อยคือ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และความปลอดภัย i-ACTIVSENSE

Mazda-3-Minorchange7897

สำหรับเมืองไทยจะได้เป็นเจ้าของ Mazda 3 Minorchange อย่างแน่นอนภายในปลายปี 2016 นี้

หลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน

capture-20160524-162245

พระเกจิอาจารย์ของจังหวัดชุมพร ในจังหวัดชุมพรนั้นมีพระเกจิอาจารย์ที่เก่งๆ และมีชื่อเสียงมากมายหลายองค์ เท่าที่เรารู้จักกันดีก็ หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบ หลวงพ่อจันทร์ วัดขันเงิน หลวงพ่อมุม วัดนาสัก เป็นต้น พระเกจิอาจารย์แต่ละท่านนี้ล้วนมีความช่ำชองในทางวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน สามารถเสกกรรไกรคีบหมากให้ปีนต้นหมากไปเก็บหมากมาให้ท่านได้ และท่านได้ลงอาคมไว้ที่ท่าน้ำหน้าวัด เมื่อจระเข้ว่ายน้ำผ่านมา จะต้องลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำทุกตัว ส่วนพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งคือหลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน ที่เหรียญของท่านนั้นมองดูแปลกตา คือเป็นรูปพระสงฆ์ที่มีเครา จึงลองค้นหาข้อมูลดู และเห็นว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ก็เลยเป็นหัวข้อเรื่องที่จะคุยกันในวันนี้

หลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน ท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีอภินิหารแปลกกว่าพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆ คือหลวงพ่อรุ่งท่านเป็นพระสงฆ์เพียงรูปเดียวที่สามารถไว้หนวดเคราได้ สาเหตุก็คือหนวดเคราของท่านนั้นไม่สามารถโกนได้ คือโกนไม่เข้านั่นเองครับ แต่สำหรับผมของท่านนั้นสามารถโกนได้ หนวดเคราของท่านนั้นต่อให้มีดโกนที่คมขนาดไหนก็ตามก็โกนไม่เข้า จนชาวบ้านพากันเรียกท่านว่า “หลวงพ่อรุ่งเคราเหล็ก” ตามคุณวิเศษของท่าน

หนวดเคราของหลวงพ่อรุ่งจะแข็งจนมีดโกนโกนไม่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ แต่คิดว่าคุณวิเศษข้อนี้ของท่านคงเกิดขึ้นมาหลังจากที่ท่านได้บวชและบำเพ็ญภาวนาเป็นเวลานานแล้ว ต่อมาเมื่อหนวดเคราของท่านยาวขึ้นมา ก็ไม่สามารถโกนได้ เป็นที่เล่าขานกันไปทั่ว ทางเจ้าคณะจังหวัดชุมพรก็ได้ส่งพระสงฆ์มาทำการสอบสวน และจัดการโกนหนวดเคราของท่านออก แต่พระสงฆ์ที่เจ้าคณะจังหวัดส่งมานั้น โกนหนวดเคราของท่านเท่าไรก็โกนไม่เข้า ทั้งๆ ที่ใบมีดโกนคมกริบ โกนเส้นผมสบายๆ แต่พอมาโกนหนวดเคราของหลวงพ่อรุ่งกลับโกนไม่เข้า พยายามโกนเท่าไรก็โกนไม่เข้าเหมือนกับว่าหนวดเคราของท่านเป็นเหล็กอย่างนั้นแหละ พระสงฆ์ที่มาทำการสอบสวนหลวงพ่อรุ่งจึงกลับไปรายงานเจ้าคณะจังหวัดว่า “โกนไม่เข้า”

เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ เจ้าคณะจังหวัดจึงรายงานเรื่องมายังคณะสงฆ์ผู้ปกครองที่กรุงเทพฯ ฝ่ายคณะสงฆ์ที่กรุงเทพฯ เมื่อทราบรายงานก็ได้ส่งพระสงฆ์เจ้าหน้าที่ ลงไปสอบสวนและพิสูจน์ที่จังหวัดชุมพร คณะสงฆ์ที่ลงไปทำการสอบสวนและพิสูจน์การไว้หนวดเคราของหลวงพ่อรุ่งก็กลับมารายงานหัวหน้าคณะสงฆ์ที่กรุงเทพฯ ว่า “โกนไม่เข้า” เช่นกัน

นี่ก็เป็นเอกลักษณ์และคุณวิเศษของหลวงพ่อรุ่ง วัดบางแหวน ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ปกติธรรมดาหลวงพ่อรุ่งท่านจะบำเพ็ญภาวนาไม่ค่อยชอบสุงสิงกับผู้คนมากนัก ในวัดบางแหวนสมัยที่ท่านยังอยู่ จะมีสัตว์ป่าลงมาอาศัยหากินอยู่เสมอ โดยเฉพาะไก่ป่า จะลงมาหากินเศษอาหารที่เหลือจากพระสงฆ์ฉันแล้วตามลานวัดเป็นจำนวนมากทุกวัน แต่หลังจากหลวงพ่อรุ่งมรณภาพแล้ว สัตว์ป่าเหล่านั้นก็ไม่กล้าลงมาอาศัยหากินในบริเวณวัดบางแหวนเหมือนแต่ก่อน

สมัยที่หลวงพ่อรุ่งยังมีชีวิตอยู่ชาวบ้านได้เห็นอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อรุ่งเสมอๆ อย่างที่กุฏิของท่านทำด้วยแฝกมุงด้วยหญ้าคา ปลูกสร้างอยู่กลางป่า วันหนึ่งไฟป่าลุกลามมาไหม้ต้นไม้และหญ้าคารอบๆ กุฏิของท่าน แต่ไฟป่าหาได้ไหม้กุฏิของท่านแม้แต่น้อย เวลาชาวบ้านมาขอตะกรุดจากท่าน ท่านก็จะทำตะกรุดและรวบรวมปลุกเสกพร้อมๆ กันหลายดอก ขณะที่ท่านกำลังบริกรรมปลุกเสกอยู่นั้น ตะกรุดบางดอกจะละลายไปเอง เมื่อปลุกเสกเสร็จแล้ว หลวงพ่อรุ่งท่านบอกว่าตะกรุดดอกที่ละลายนั้นแสดงว่าไม่ขลังนำไปใช้ไม่ได้ผล เข้าใจว่าท่านจะปลุกเสกด้วยเตโชกสิณ ตะกรุดดอกที่ละลายคือไม่อาจต้านทานความร้อนได้ ตะกรุดของหลวงพ่อรุ่งจะส่งผลในทางอยู่ยงคงกระพันชาตรี มหาอุด รวมทั้งป้องกันไฟได้ด้วย เคยมีคนไปพบรูปเหมือนและตะกรุดของท่านตกอยู่ในกองไฟที่ชาวบ้านเขาเผาป่าเพื่อทำไร่ แต่ปรากฏว่ารอบๆ บริเวณนั้นไม่ถูกไฟไหม้

วัตถุมงคลของท่านนั้นส่วนมากจะเป็นตะกรุด ผ้ายันต์เสียเป็นส่วนใหญ่ พระเครื่องของท่านนั้นมีอยู่เพียงรุ่นเดียวคือ รูปเหมือน และเหรียญรูปท่านที่สร้างในปีพ.ศ.2500 โดยสร้างเป็นรูปท่านแต่มีหนวดมีเคราตามที่ผมบอกไว้ตั้งแต่ต้น รูปเหมือนและเหรียญของท่านนั้นค่อนข้างหายากพอสมควร เพราะชาวบ้านที่ครอบครองไว้ต่างก็หวงแหนกันนัก วันนี้ผมก็นำรูปเหรียญของท่านมาให้ชมกันครับ

1 2 3 5